ชีอินกับลูกชายสบตากัน
เห็นแววตาแน่วแน่ของเขา
เธอถอนหายใจเงียบ ๆ ในใจ
เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็นมือสองข้างที่กุมกันแน่น แล้วพูดด้วยความรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย
“เราจะกลับบ้านกันไหม”
ระหว่างทาง
เฉินชิงซานหิ้วกระเป๋าเดินทางด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างพยายามประคองเจียงสี่จู แต่ถูกเธอปัดออกหลายครั้ง
“ฉันไม่เป็นไร”
เฉินชิงซานมองระยะห่างที่เธอจงใจเว้นไว้ ในใจรู้สึกแย่มาก
คิดจะสลัดเขาทิ้งหรือ ไม่มีทางง่ายขนาดนั้นหรอก
“ถ้าคุณไม่ให้ผมประคอง ผมจะแบกคุณกลับไป”
ถ้าเธอยังปัดมือเขาอีก
เขาจะแบกเธอแน่
ชีอินรู้สึกว่าตัวเองเดินตามหลังคนทั้งสองแล้วเกะกะอยู่บ้าง
แม้เจียงสี่จูจะพยายามเว้นระยะห่างระหว่างกันอย่างเต็มที่แล้ว
แต่ความคุ้นเคยและสนิทสนมแบบนั้นก็ปิดบังไม่มิดอยู่ดี
เจียงสี่จูรู้ว่าเขาหน้าด้านหน้าทน
จึงพูดเสียงไม่ดังไม่เบา
“ตอนนี้ฉันไม่เป็นไรแล้ว เดินกลับเองได้”
เมื่อครู่เธอแค่บ่นไปสองประโยคเท่านั้น
ตอนอยู่ในยุคปัจจุบัน เธอสวมรองเท้าส้นสูงเรียวแหลมก็ยังเดินฉิวได้
รองเท้าส้นสูงคู่นี้ใส่พอดีเท้า เธอแค่ไม่ได้ใส่รองเท้าสูงขนาดนี้มานาน พอยืนนานเข้าก็ปวดเท้า
ไม่ได้ปวดจนถึงขั้นต้องให้ใครมาประคอง
ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ ๆ เขาเกิดงอนอะไรขึ้นมาอีก
เฉินชิงซานเห็นว่าเธอยังยืนกรานหัวชนฝา จึงวางกระเป๋าลงกับพื้นทันที
แผ่นหลังกว้างขวางขยับมาขวางหน้าเธอ แล้วก้มตัวลงเตรียมแบกเธอขึ้นหลัง
เจียงสี่จูรีบพูด
“ได้ ๆ ๆ ประคองก็ได้ ประคองก็ได้”
เฉินชิงซานถึงยอมเลิกรา
เจียงสี่จูเหลือบมองคุณชีอินที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลัง
เม้มปากแล้วยิ้มแห้ง ๆ อย่างกระอักกระอ่วน
มาเสียกะทันหันเกินไปแล้ว
ถ้าบอกกันก่อนว่าจะมา
เธอคงหาเรื่องทะเลาะกับเฉินชิงซานสักยก จะได้ไม่ต้องมาทำตัวหวานชื่นกันแบบนี้
ทำให้คู่ค้าของตัวเองไม่สบายใจไปเปล่า ๆ
คนส่วนใหญ่ในเขตบ้านพักครอบครัวหมายเลข 6 ไปรวมตัวกันที่สนามในเขตทหาร เพื่อสนับสนุนการบรรยายของสหายแซ่เจียงอีกคนที่อยู่บ้านพักเดียวกัน
