วันต่อมา เชิ่นจิงหนี่ไปทำงานตามปกติ
ฉู่โหยวชงกาแฟให้เธอหนึ่งแก้ว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เจ้านาย ข่าวดีค่ะ”
เชิ่นจิงหนี่เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร “หืม?”
“ผู้จัดงานประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่เซี่ยงไฮ้โทรมาแล้วค่ะ พวกเขาตกลงให้เราเป็นผู้สนับสนุนหลักแต่เพียงผู้เดียว แถมยังมีคนช่วยออกเงินสนับสนุนให้เราแล้วด้วย”
ดวงตาใส่ใจเรื่องชาวบ้านของฉู่โหยวจับจ้องใบหน้าเชิ่นจิงหนี่อยู่หลายวินาที ก่อนจะแกล้งกระแอม “คุณกับคุณจ้าวคืนดีกันแล้วเหรอคะ?”
ถึงผู้จัดงานจะบอกแค่ว่ามีบุคคลสำคัญระบุชื่อผู้สนับสนุน โดยไม่เปิดเผยชื่อ แต่สิทธิ์ผู้สนับสนุนหลักที่ได้มายากขนาดนี้ แถมยังช่วยออกเงินก้อนโตให้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่ใช่คุณจ้าวแล้วจะเป็นใครได้อีก
เชิ่นจิงหนี่จิบกาแฟ มุมปากยกขึ้นอย่างอดไม่ได้ รอยยิ้มผุดพรายบนใบหน้าขาวเนียนราวเครื่องเคลือบ
ตาแก่คนนี้รู้จักเอาใจอยู่เหมือนกัน
ฉู่โหยวพูดต่อ “ก่อนหน้านี้เห็นคุณโกรธขนาดนั้น ฉันนึกว่าคุณจะคืนกำไลสวย ๆ กองใหญ่ที่คุณจ้าวให้มาทั้งหมดเสียอีก”
“แค่คิดก็เสียดายจะแย่แล้วค่ะ”
เชิ่นจิงหนี่ยกปากกาในมือเคาะหัวเธอเบา ๆ “คิดอะไรอยู่เนี่ย”
“ต่อให้ฉันกับเขาทะเลาะกันจนเลิกคบ ฉันก็ไม่คืนของพวกนั้นหรอก”
“คุณหนูอย่างฉันทั้งสวย พูดหวานเอาใจคนเก่ง แถมหุ่นก็ดี ทำให้เขาสบายใจมาตั้งมากมาย รับผลประโยชน์มาบ้างก็สมเหตุสมผลแล้ว”
“คนเราต้องรู้จักเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่อย่างนั้นไปอยู่ที่ไหนก็เอาแต่รู้สึกด้อยค่า”
เธอยังคิดด้วยซ้ำว่าได้มาน้อยไป
ฉู่โหยวรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้อะไรอีกครั้ง เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ ฉินมู่ฮวนก็โวยวายเข้ามา
“เชิ่นเหมียวเหมียว เธอนี่มันคนเจ้าเล่ห์ หน้าไหว้หลังหลอก!”
