เชิ่นจิงหนี่กระเพาะไม่ค่อยดี เป็นมาตั้งแต่เด็ก
แม้จะบอกว่าหิว แต่พอดื่มซุปไปนิดหน่อย กินกับข้าวไม่กี่คำก็วางตะเกียบ
หมอกำชับให้ “กินทีละน้อย แต่กินบ่อย ๆ” ทว่าเธอกลับจำได้แค่คำว่ากินทีละน้อย
เธอมองโทรศัพท์อย่างเบื่อหน่าย พลางแอบช้อนตามองจ้าวจงหลานเป็นระยะ
สมกับเป็นบุตรแห่งสวรรค์จากตระกูลใหญ่ ทุกอิริยาบถแสดงถึงการอบรมเลี้ยงดูอย่างดี กิริยาสง่างามสุขุม อีกทั้งยังมีท่าทีผ่อนคลายที่ทำให้คนอยู่ด้วยรู้สึกสบายใจ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนกินข้าวกับเขาครั้งแรก เชิ่นจิงหนี่ถึงไม่รู้สึกเกร็ง
แต่ดูเหมือนจ้าวจงหลานจะไม่ค่อยสนใจอาหารบนโต๊ะสักเท่าไร
คงเป็นเพราะเคยชินกับการไม่แสดงความชอบของตัวเองออกมาง่าย ๆ
เขาเพียงชิมไปนิดหน่อยอย่างเฉื่อยชา ราวกับกำลังทำภารกิจให้เสร็จ
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเธอ จ้าวจงหลานก็เงยหน้ามองมา สายตาของทั้งคู่ประสานกันโดยไม่ทันตั้งตัว
จู่ ๆ หลังใบหูของเชิ่นจิงหนี่ก็ร้อนผ่าว
เธอรีบก้มหน้า จิบซุปอย่างเก้อเขินเล็กน้อย ก่อนชวนคุยขึ้นมา “วันนี้คุณเห็นฉันรับมือกับคนพวกนั้นแล้วใช่ไหม?”
“อืม”
“ฉันทำได้ดีสุด ๆ เลยใช่ไหม?”
ถึงอย่างไรเชิ่นจิงหนี่ก็ยังเป็นสาวน้อยที่เพิ่งเรียนจบมาได้ไม่นาน
คนในครอบครัวไม่สนับสนุนให้เธอเริ่มทำธุรกิจ ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่เคยให้คำชมเธอเลย
เธอจึงอยากฟังความเห็นจากจ้าวจงหลาน ถ้าคนเก่งด้านธุรกิจอย่างเขาชมเธอสักหน่อยก็คงยิ่งดี
จ้าวจงหลานวางตะเกียบลง เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน แต่ไม่ได้รีบวิจารณ์ เขากลับเอ่ยอย่างไม่เร่งร้อนว่า “ที่คนพวกนั้นยอมกลับไปเองเพราะคำพูดไม่กี่คำของคุณ ก็เพราะวันนี้คู่ต่อสู้ของคุณโง่เกินไป อดทนรอไม่ไหว”
“ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเชิ่นจิงหนี่ค่อย ๆ เลือนหาย
อะไรกัน เธอแค่อยากได้ยินคำชมสักคำ เขากลับวิเคราะห์จริงจังเสียอย่างนั้น
ถึงจะพูดถูกก็เถอะ
คุณหนูเมิ่งชิงที่ไม่เคยผ่านโลกมาก่อน คงคุมสถานการณ์แบบนั้นไม่อยู่แน่ เธอเองก็อาศัยจุดนี้เหมือนกัน
แต่เชิ่นจิงหนี่ไม่ยอมแพ้ “อย่าดูถูกคนสิ ไม่ว่าเป็นใคร ฉันก็ต้องหาทางจัดการได้แน่”
