เชิ่นจิงหนี่ถือกล่องขนมดอกเหมยออกมา ก็เห็นฉู่โหยวยืนอยู่หน้าประตูพร้อมโทรศัพท์มือถือ
คนที่ชื่ออวี๋ซินถูกตีจนขาหัก แล้วโยนทิ้งไว้ตรงหน้าประตูใหญ่ สภาพน่าอนาถ
ภาพแบบนี้ ถ้าไม่เก็บไว้เป็นที่ระลึกก็น่าเสียดาย
ฉู่โหยวขี้ขลาด ไม่กล้าถ่ายรูปโจ่งแจ้ง จึงได้แต่ทำเป็นก้มดูโทรศัพท์
เชิ่นจิงหนี่ถามฉางอานว่า “เขาไม่ใช่ญาติของตระกูลจ้าวเหรอ ทำไมถึง...”
เล่นเอาหนักขนาดนี้ ใครจะไปมองลง
ฉางอานตอบตามตรง ไขข้อสงสัยให้อย่างใจดี “คุณเชิ่นพูดเล่นแล้วครับ ตระกูลจ้าวไม่มีญาติแบบนี้”
“แค่สั่งสอนเล็กน้อย นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการพูดจาเหลวไหล”
พูด...พูดจาเหลวไหลเหรอ?
แค่ไปอ้างว่าเป็นญาติยังถูกซ้อมจนเป็นแบบนี้ คุณจ้าวคนนี้เลือดเย็นไร้หัวใจจริง ๆ
เชิ่นจิงหนี่พลันรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา
โชคดีที่เธอไม่ได้ทำให้เขาโกรธ ไม่อย่างนั้นจุดจบคงน่าอนาถไม่แพ้กัน
ฉู่โหยวเก็บโทรศัพท์ ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเชิ่นจิงหนี่ว่า “ได้ยินมาว่าขาที่สามก็ถูกตีจนใช้การไม่ได้ด้วย”
“ภายใน 24 ชั่วโมงยังห้ามคนตระกูลอวี๋พาเขาไปหาหมอด้วย เจ็บขนาดไหนกันนะ”
เชิ่นจิงหนี่สั่นสะท้าน
จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาวขึ้นมา
“อุ๊ย เจ้านาย ทำไมคอแดง ๆ ล่ะคะ?”
เชิ่นจิงหนี่ปิดปากฉู่โหยว แล้วส่งกล่องอาหารในมือให้ “รีบกิน อุดปากไว้เลย”
เทียบกับสภาพอนาถของอวี๋ซินแล้ว ตอนนี้เธอกลับคิดว่าถูกกัดสักครั้งก็ไม่ได้เป็นอะไรนัก
จ้าวจงหลานคนนี้เป็นทรราชจริง ๆ ไม่น่าเข้าใกล้เลย
ขากลับ เชิ่นจิงหนี่เป็นคนขับรถ
ฉู่โหยวนั่งกินขนมดอกเหมยอยู่ที่นั่งข้างคนขับ
“เจ้านายคะ นี่คุณจ้าวคนนั้นส่งมาให้เหรอ? อร่อยจัง”
เชิ่นจิงหนี่จ้องถนนเบื้องหน้า ตอบเสียงเรียบว่า “เปล่า ฉันขอเขามาเอง”
ฉู่โหยวว่า “อ๋อ งั้นคุณจ้าวน่าจะยกโทษให้คุณแล้วสินะคะ”
ยกโทษอะไรกันล่ะ
พวกนายทุนไม่ได้เอาใจง่ายขนาดนั้น
“แล้วผ้าซ่งจิ้นล่ะ?”
เชิ่นจิงหนี่ไม่ได้ตอบทันที เพียงยิ้มบาง ๆ “กลับไปช่วยทำตารางแผนให้ฉันหน่อย”
ขนมดอกเหมยไม่ได้กินฟรีหรอกนะ
ฉู่โหยวถาม “ตารางแผนอะไรคะ?”
“แผนขอโทษ”
ขอแค่กล่อมจ้าวจงหลานให้พอใจ เรื่องผ้าซ่งจิ้นอะไรก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว
