เชิ่นจิงหนี่กว่าจะกลับถึงบ้านก็ไม่ง่ายนัก ทันทีที่ก้าวเข้าประตูใหญ่ก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศผิดปกติ
เงียบจนน่ากลัว
เชิ่นจั๋วหยวนนั่งหน้าบึ้งอยู่บนโซฟาในห้องโถง ไม่พูดไม่จาสักคำ
ส่วนสีหนิงหว่านผู้เป็นแม่ก็มีสีหน้ากลัดกลุ้ม
คงไม่ได้รู้เรื่องหวังจิงโหลวแล้วหรอกนะ?
เชิ่นจิงหนี่ค่อย ๆ ย่อง หวังจะหลบออกไปก่อนที่ทั้งคู่จะเห็น แต่กลับถูกเชิ่นจั๋วหยวนเรียกไว้
“เหมียวเหมียว พ่อกับแม่มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย”
ต่อหน้าเชิ่นจิงหนี่ เชิ่นจั๋วหยวนมักวางตัวเป็นพ่อผู้เข้มงวดเสมอ
พูดให้ถูกคือ สีหนิงหว่านผลักเขาออกมารับบทตัวร้ายต่างหาก
“คะ...คุยเรื่องอะไรคะ?”
เชิ่นจิงหนี่จำต้องนั่งลงบนโซฟา คอยสังเกตสีหน้าทั้งสองอย่างกระวนกระวาย หัวใจเต้นระทึกจนแทบขึ้นมาจุกที่คอ
เชิ่นจั๋วหยวนยกชาบนโต๊ะขึ้นจิบ ก่อนกระแอมเบา ๆ “ก็เรื่องที่ลูกทำธุรกิจนั่นแหละ”
เชิ่นจิงหนี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เหมียวเหมียว เมื่อสองวันก่อนลูกป่วย หมอก็บอกแล้วว่าต้องพักผ่อนให้ดี”
“ตั้งแต่เด็กสุขภาพลูกก็ไม่ค่อยแข็งแรง ทนออกไปตรากตรำข้างนอกทุกวันไม่ไหวหรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตาคมกริบมองเธอ “อีกอย่าง พ่อไปดูบัญชีของสตูดิโอลูกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแล้ว กำไรสุทธิมีไม่มาก รวมกันยังได้แค่ไม่กี่ล้าน”
“ดีที่ตอนนี้ลงทุนไปยังไม่มาก ลูกก็ได้ลองทำธุรกิจแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ก็อยู่บ้านเถอะ อย่าดันทุรังให้เหนื่อยเปล่าเลย”
เชิ่นจิงหนี่ย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว
เธอขมวดคิ้วแน่น แววตาฉายความขุ่นเคือง “ไม่ได้ค่ะ”
“พ่อกลับคำได้ยังไงคะ ตอนนั้นพ่อพยักหน้าตกลงแล้วแท้ ๆ”
“อีกอย่าง ช่วงเริ่มต้นธุรกิจกำไรน้อยเป็นเรื่องปกติ พ่อกับแม่ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับอิสรภาพส่วนตัวของหนูนะคะ”
เชิ่นจิงหนี่ไม่อยากอยู่บ้านไปวัน ๆ รอให้คนเลี้ยงดูจนตาย
