ซ่งชิงอี๋เห็นท่าทีอวดดีของสือจวิ้นเหล่ย จึงรีบตั้งสติและรักษาความสุขุม ก่อนกล่าวอย่างไม่อ่อนข้อหรือหวาดกลัวว่า “สือจวิ้นเหล่ย ไอ้เดรัจฉาน แกยังกล้าคิดไม่ซื่อกับฉันอีกหรือ ฉันขอเตือนพวกแกว่าอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม ที่นี่คนเยอะ ถ้าฉันตะโกนขึ้นมา พวกแกได้เดือดร้อนแน่!”
เนื้อแก้มที่หย่อนยานของสือจวิ้นเหล่ยสั่นไหวเล็กน้อย เขาเผยรอยยิ้มมันเยิ้มแล้วพูดอย่างยโสว่า “ดีสิ ตะโกนเลย! ผู้ดูแลตลาดที่นี่เป็นเพื่อนซี้ฉัน ใครกล้ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ก็ไม่ต้องทำมาหากินที่นี่อีก ยิ่งไปกว่านั้น คนสมัยนี้กลัวเรื่องยุ่งยากกันทั้งนั้น คนที่มามุงดูไม่มีใครกล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงหรอก คิดว่าจะมีใครมาช่วยเธอล่ะ?”
ซ่งชิงอี๋ตะลึงงัน ที่แท้เขายังมีคนหนุนหลังอยู่ มิน่าถึงได้กร่างขนาดนี้ เธอตัดสินใจโทรแจ้งตำรวจ
ผู้หญิงที่ออกมาข้างนอก หากเจออันตราย ต้องรีบแจ้งตำรวจขอความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก!
สือจวิ้นเหล่ยอาศัยพวกมากลากลูกน้องกรูกันเข้าใส่ บางคนพุ่งเข้ามาปัดโทรศัพท์ของซ่งชิงอี๋หล่นจากมือ ก่อนจะขยับเข้าประชิดเธอทีละก้าวด้วยสีหน้าหื่นกาม
“ฮึ ๆ คิดจะแจ้งตำรวจหรือ ฝันไปเถอะ! วันนี้เธอหนีไม่พ้นหรอก ฮึ ๆ ๆ!”
ซ่งชิงอี๋หวาดกลัวจนร้องขอความช่วยเหลือเสียงดัง แต่คนที่มามุงดูต่างก็เป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีใครกล้าเสี่ยง พากันถอยห่างออกไป แล้วยืดคอมองดูอยู่ไกล ๆ
พ่อค้าแม่ค้าบริเวณใกล้เคียงรู้ว่าสือจวิ้นเหล่ยมีเส้นสายกับผู้ดูแลตลาด จึงยิ่งไม่กล้าเข้าไปยุ่ง ต่างพากันทำเป็นหูหนวกตาบอด
เมื่อซ่งชิงอี๋ถูกพวกอันธพาลไร้ยางอายกลุ่มนี้รังควาน ความสิ้นหวังก็ถาโถมเข้าใส่ น้ำตาพรั่งพรูออกมาในพริบตา เธอกรีดร้องไม่หยุด “อ๊า! อย่าเข้ามา! ช่วยด้วย!”
