จ้าวลี่เฉียงพยักหน้ารัว ๆ เหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง
“ที่นายพูดเมื่อกี้ ฉันได้ยินหมดแล้ว” หลี่เว่ยกั๋วดุเสียงเข้ม “อายุยังน้อยแท้ ๆ ไม่คิดก้าวหน้า กลับมีแต่ความคิดมืดมนเต็มหัว! สันติภาพที่ได้มาด้วยเลือดของวีรชน มีไว้ให้นายมายืนพูดจาถากถางอยู่ตรงนี้หรือไง? งานของกองงานกิจการทหารจะถึงคิวให้นายมาชี้นิ้วสั่งตั้งแต่เมื่อไหร่!”
“เจ้าหน้าที่หลี่ ผมผิดไปแล้ว ผมแค่ล้อเขาเล่นจริง ๆ...”
“เอาการเมืองมาล้อเล่น? เอาครอบครัววีรชนมาล้อเล่น?” หลี่เว่ยกั๋วไม่หลงกล น้ำเสียงเคร่งขรึมถึงขีดสุด “ฉันอยากถามพ่อนายจริง ๆ ว่าผู้ปฏิบัติงานฝ่ายส่งกำลังบำรุงอบรมคนในครอบครัวยังไง! นายต้องเขียนคำวิจารณ์ตัวเองอย่างจริงจัง!”
จ้าวลี่เฉียงมึนงงไปหมด รีบคลานหนีออกจากตรอกแทบไม่เป็นท่า
เมื่อเห็นแบบนั้น ครอบครัวที่ยืนมุงดูก็ทยอยแยกย้าย ก่อนกลับสายตาที่มองหานเซียวต่างเปลี่ยนไป
ไอ้หนุ่มบ้านหานคนนี้ ปกติทำตัวเหลาะแหละไม่เอาไหน แต่วันนี้กลับพูดจารัดกุมไร้ช่องโหว่ แถมพลิกเกมตอกหน้าคนบ้านจ้าวจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
หลี่เว่ยกั๋วถอนสายตากลับมา ท่าทีที่มีต่อหานเซียวอ่อนโยนขึ้นมาก “หานเซียว แม่ของนายงานยุ่งอยู่แล้ว อย่าทำให้เธอเป็นห่วงอีก อีกสามวันช่วงประกาศรายชื่อทหารใหม่จะสิ้นสุดลง ถึงตอนนั้นก็เอาสัมภาระไปรายงานตัวที่กองงานกิจการทหาร ไปประจำชายแดนแล้วก็ตั้งใจทำงานให้ดี”
หานเซียวชิดเท้า ยืดตัวตรงแน่ว แล้วทำความเคารพแบบทหารอย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ
“ขอให้หน่วยงานวางใจ! ผมจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเด็ดขาด!”
หลี่เว่ยกั๋วพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนหันหลังเดินจากไป
หานเซียวยืนนิ่ง มองแผ่นหลังของหลี่เว่ยกั๋ว แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด
เขาหันหลังเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าฉับไว
ระหว่างเดินไปตามระเบียงของตึกแถวสไตล์โซเวียต
กลิ่นควันถ่านหินที่คุ้นเคย กลิ่นควันน้ำมันจากอาหารที่แต่ละครอบครัวกำลังผัด และตัวอักษรสีขาวขนาดใหญ่บนกำแพงที่ลอกหลุดเป็นด่าง ๆ
ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาจนทำให้เขาอยากร้องไห้
นี่คือปี 1968 ยุคสมัยที่เปี่ยมด้วยความฮึกเหิมและคลุ้มคลั่ง แต่ก็ซ่อนอันตรายและความปั่นป่วนไว้เบื้องหลัง
เมื่อเดินไปถึงสุดทางชั้นสาม ประตูไม้สีเขียวเข้มก็ปรากฏตรงหน้า
หานเซียวยืนนอกประตู มือค้างอยู่กลางอากาศ
ภาพแม่ผมขาวโพลนที่อยู่นอกลานประหาร กับภาพเจ้าหน้าที่หญิงผู้เด็ดขาดในบ้าน พลันผสานทับซ้อนกันอยู่ในหัวอย่างบ้าคลั่ง
เขาผลักประตูเข้าไป
ในบ้านไม่ได้เปิดไฟ แสงอาทิตย์ยามเย็นของปลายฤดูใบไม้ร่วงส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามา แสงจึงดูสลัวเหลือง
ในครัวมีผู้หญิงคนหนึ่งสวมเครื่องแบบทหาร ผูกผ้ากันเปื้อนและกำลังผัดกับข้าว
ตอนนี้ผมของจูฉินซวงยังดำขลับ แผ่นหลังตั้งตรง กาลเวลายังไม่ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าไว้บนใบหน้าเธอมากนัก
พอได้ยินเสียงเปิดประตู จูฉินซวงก็ไม่หันกลับมา น้ำเสียงเคร่งขรึมเจือความเหนื่อยล้า “อีกไม่กี่วันก็จะไปเป็นทหารแล้ว ยังออกไปวิ่งเล่นข้างนอกทั้งวัน เก็บของเรียบร้อยหรือยัง?”
หานเซียวยืนนิ่ง ขอบตาแดงขึ้นมาทันที
เขาอ้าปาก แต่คำว่า “แม่” กลับติดอยู่ในลำคอ หนักอึ้งราวกับมีน้ำหนักนับพันจิน
ชาติก่อน เพราะถูกยกเลิกสิทธิ์เข้ารับราชการทหาร เขาจึงระบายความคับแค้นใจทั้งหมดใส่แม่
โทษว่าแม่ไม่ช่วยเขา โทษว่าแม่เอาแต่สนใจงาน
เขากระแทกประตูออกไป แล้วปล่อยตัวเองจมดิ่งไปกับความสิ้นหวัง
ภายหลังเขาถึงเข้าใจว่าแม่ต้องแบกรับแรงกดดันมากมายเพียงใดในช่วงเวลาพิเศษเช่นนั้น
เพราะคำพูดผิด ๆ ของเขา ไม่เพียงทำให้สิทธิ์เข้ารับราชการทหารถูกยกเลิก แม่ยังพลอยถูกหางเลขและถูกโยกออกจากตำแหน่งสำคัญด้วย
แต่ไม่รู้ว่าเพราะทิฐิหรืออะไรก็ตาม เขาก็ไม่เคยยอมลดตัวไปขอโทษแม่สักคำ
แม่ลูกไม่ได้คุยกันอย่างเป็นธรรมชาติแบบนี้มาหลายปีแล้ว
แม่กลัวว่าเขาจะโกรธแล้วออกไปก่อเรื่อง ภายหลังจึงพูดกับเขาอย่างระมัดระวังขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งได้เห็นแม่วิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อคดีของเขาจนผมหงอกขาวในชั่วข้ามคืน เขาถึงสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
หานเซียวก้าวเข้าไปใกล้ น้ำเสียงแหบเล็กน้อย “เก็บเรียบร้อยแล้ว”
จูฉินซวงฟังออกว่าน้ำเสียงเขาผิดปกติ จึงหันกลับมามองในที่สุด “เป็นอะไรไป? โดนใครรังแกมาหรือ?”
“เปล่า” หานเซียวเดินเข้าไป หยิบกระติกน้ำร้อนบนโต๊ะ เทน้ำร้อนใส่แก้วเคลือบ แล้วส่งให้จูฉินซวง “แม่ดื่มน้ำก่อน”
จูฉินซวงชะงักไป
ปกติไอ้ลูกชายคนนี้ทำอะไรไม่ค่อยคิด ใจร้อนยิ่งกว่าวัวเสียอีก ตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงรู้จักรินน้ำให้คนอื่น?
“ลูก...” จูฉินซวงรับแก้วเคลือบมา พลางพิจารณาลูกชาย
เด็กหนุ่มวัย 16 ปีร่างกายเติบโตเต็มที่แล้ว แต่ตอนนี้เมื่อยืนอยู่ตรงนั้น แววตากลับลุ่มลึกและสุขุมอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
จูฉินซวงจิบน้ำร้อน
สีแดงบนแก้วเคลือบหลุดลอกไปหลายจุด มีตัวอักษรสีแดงห้าตัวพิมพ์ไว้ว่า “รับใช้ประชาชน”
“วันนี้ทำไมไม่ออกไปเถลไถล?” จูฉินซวงวางแก้วลง น้ำเสียงยังแข็งอยู่ แต่ความเหนื่อยล้าในดวงตาปิดไม่มิด
หานเซียวมองเธอ พลางกดภาพความทรงจำอันเจ็บปวดจากชาติก่อนให้จมลงไป
“อีกไม่นานก็ต้องไปอยู่กองร้อยทหารใหม่แล้ว ผมอยากอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่บ้านให้นานหน่อย” หานเซียวตอบเสียงเรียบ
ชาติก่อน หลังแม่ถูกโยกออกจากตำแหน่งสำคัญ ชีวิตในยุคคลุ้มคลั่งนั้นไม่ง่ายเลย แต่แม่ไม่เคยแสดงให้เขาเห็นแม้แต่น้อย
ตอนนั้นเขาคิดแค่ว่าตัวเองก่อเรื่องจนแม่พลอยเดือดร้อน กว่าจะเข้าใจความจริงก็หลังจากผ่านความยากลำบากมานานกว่าสิบปี และมองทะลุเกมแย่งชิงอำนาจ
ปี 1968 เป็นช่วงที่การต่อสู้ในเขตบ้านพักเจ้าหน้าที่กำลังตึงเครียดที่สุด
เรื่องที่จ้าวลี่เฉียงก่อขึ้นครั้งนี้ เห็นชัดว่าได้รับคำสั่งจากใครบางคน และพุ่งเป้ามาที่แม่
จ้าวหวย พ่อของจ้าวลี่เฉียงเป็นเพื่อนร่วมงานของแม่ ทั้งคู่เป็นรองหัวหน้ากองกิจการพัสดุในฝ่ายส่งกำลังบำรุงของเขตทหาร อีกปีหนึ่งหัวหน้ากองคนปัจจุบันก็จะเกษียณตามอายุ ตำแหน่งหัวหน้ากองจะถูกเลือกให้คนใดคนหนึ่งในสองคนนี้
ชาติก่อนเขากลับไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้เลยสักนิด จึงตกหลุมพรางเข้าเต็มเปา สุดท้ายแม่ถูกเขาทำให้เดือดร้อนจนโดนโยกตำแหน่ง ส่วนจ้าวเว่ยก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้ากองสำเร็จ
“ลูกเปลี่ยนไปแล้วหรือไง?” ในที่สุดจูฉินซวงก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงยังแข็งกระด้างเหมือนเวลาประชุมตามปกติ
เธอรู้จักลูกชายตัวเองดี ไอ้เด็กนี่ปกติอารมณ์ร้อนเหมือนระเบิด แค่จุดไฟก็พร้อมระเบิดแล้ว วันนี้กลับทำตัวแบบนี้ยิ่งทำให้เธอไม่แน่ใจ
หานเซียวไม่ตอบ
เขาหันไปเดินข้างเตาถ่านรังผึ้งหลังประตู
หยิบตะขอเหล็กขึ้นมา เปิดฝาเตา
ก้อนถ่านข้างในแดงคล้ำ ใกล้จะดับแล้ว เขาคีบเถ้าถ่านที่ใช้แล้วออก เติมถ่านก้อนใหม่ลงไป แล้วใช้เหล็กเขี่ยเถ้าถ่านด้านล่าง
เขาเปิดช่องลม
เปลวไฟพุ่งวาบขึ้นมาทันที ส่องสว่างใบหน้าคมคายของเขา
“แม่ วันนี้จ้าวลี่เฉียงมาดักผมที่ตรอกข้างล่าง” หานเซียววางตะขอเหล็กลง น้ำเสียงสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
จูฉินซวงกำลังยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะ พอได้ยิน สีหน้าก็เคร่งขรึมลงทันที
“ลูกลงมือกับเขาหรือเปล่า?” เธอหันขวับจนเผลอชนเก้าอี้ ขาเก้าอี้ครูดไปกับพื้นซีเมนต์จนเกิดเสียงแสบแก้วหู “หานเซียว! อีกสามวันลูกก็จะเข้ากรมแล้ว! ยังกล้าก่อเรื่องตอนนี้อีกเหรอ!”
หานเซียวมองใบหน้าเคร่งขรึมของแม่ ในใจไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย มีเพียงความปวดร้าวอย่างลึกซึ้ง
“ไม่ได้ลงมือ” หานเซียวเดินกลับมาที่โต๊ะ ดึงม้านั่งยาวออกแล้วนั่งลง “ผมคุยเหตุผลกับเขา”
จูฉินซวงชะงักไป
ได้ยินคำว่า “คุยเหตุผล” จากปากหานเซียว แปลกยิ่งกว่าต้นไม้เหล็กออกดอกเสียอีก
“คุยเหตุผลอะไรกัน?”
“จ้าวลี่เฉียงพูดต่อหน้าทุกคนว่าผมอาศัยอำนาจของแม่ อาศัยชื่อเสียงของพ่อที่เป็นวีรชนถึงได้เป็นทหาร บอกว่าผมทนความลำบากที่ชายแดนไม่ได้” หานเซียวสบตาแม่ “ผมตอบเขาว่าการที่รัฐดูแลครอบครัววีรชนเป็นพระคุณจากพรรคและประชาชน เขาสงสัยผมก็เท่ากับสงสัยการตรวจสอบประวัติทางการเมืองของกองงานกิจการทหาร เป็นการทำลายความสามัคคีของครอบครัวทหาร และแสดงว่าไม่พอใจนโยบายของรัฐ”
จูฉินซวงเบิกตากว้าง จ้องลูกชายตรงหน้าเขม็ง
ข้อกล่าวหาใหญ่โตสามข้อที่เขายกขึ้นมานั้นรัดกุมไร้ช่องโหว่ ต่อให้เป็นเธอที่ทำงานในหน่วยงานและเข้าประชุมมานาน ก็ยังจับผิดไม่ได้แม้แต่น้อย
“พอดีเจ้าหน้าที่หลี่ลงมาตรวจเยี่ยม แล้วได้ยินหมดเลย” หานเซียวรับชามข้าวมา “เจ้าหน้าที่หลี่ให้เขากลับบ้านไปเขียนคำวิจารณ์ตัวเอง แถมยังบอกด้วยว่างานของกองงานกิจการทหารไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาชี้นิ้วสั่งได้”
ไหล่ที่เกร็งแน่นของจูฉินซวงพลันคลายลง
