เวินหน่วนหน่วนคิดว่าวันนี้คงได้เดินเที่ยวซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสบาย ๆ อย่างน้อยก็มีเวลาตระเวนในเมืองถึงสี่ชั่วโมงนี่นา
อีกอย่าง เมืองในสมัยโบราณจะใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว?
แต่พอเข้ามาแล้ว เวินหน่วนหน่วนก็พบอย่างน่าเศร้าว่า ไม่เพียงเมืองจะใหญ่เกินกว่าที่เธอจินตนาการไว้เท่านั้น ที่สำคัญคือทุกที่ต้องเดินไปเอง!
จะไปไหนก็ต้องใช้สองขาเดินทั้งนั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ร้านแต่ละร้านยังอยู่ห่างกันมาก เธอรู้สึกว่าต้องเดินอย่างน้อยยี่สิบกว่านาที!
ผลก็คือแทบไม่ได้เดินดูอะไรเท่าไร เวลาทั้งหมดหมดไปกับการเดินแล้วเดินอีก
โชคดีที่ระหว่างทางยังได้ซื้อถังหูลู่กับขนมมาด้วยอย่างละนิดหน่อย
ไม่อย่างนั้นถ้าตั้งใจเดินไปซื้อโดยเฉพาะก็อย่าหวังเลย ไม่มีเวลาพอแน่
ตอนนี้พวกเขากำลังรีบไปยังร้านผ้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
“พี่สะใภ้ ข้ามถนนเส้นนี้ไปแล้วเลี้ยวตรงหัวมุมก็ถึงแล้ว” เล้งอวิ๋นชี้ทางให้เวินหน่วนหน่วนอย่างตื่นเต้น
เวินหน่วนหน่วนแทบอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เหตุใดเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างเธอกับคนอื่นถึงได้มากขนาดนี้นะ
น้องชายทั้งสองเดินไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลังเหลือล้น แถมยังอารมณ์ดี ส่วนเธอนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับปลาเค็ม แม้แต่จะพลิกตัวยังไม่อยากพลิก
“พี่สะใภ้ พี่เหนื่อยหรือเปล่า พักสักหน่อยไหม?” เล้งเฉินที่เงียบขรึมและละเอียดรอบคอบกว่า สังเกตเห็นสีหน้าอ่อนระโหยของพี่สะใภ้ จึงถามด้วยความเป็นห่วง
เวินหน่วนหน่วนอยากบอกว่าเหนื่อยจริง ๆ ตั้งแต่ตื่นตอนตีห้ากว่าจนถึงตอนนี้ก็น่าจะสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว แทบไม่ได้พัก เอาแต่เดินไปเดินมา
แต่จะให้พักนั้นย่อมไม่ได้แน่นอน
เวินหน่วนหน่วนก็ไม่กล้าพูดออกไป น้องชายทั้งสองสะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ ข้างในใส่ของจนเต็ม แล้วยังมีของที่ถือไว้เพราะใส่ไม่พออีก
