เจ้าของร้านไม่ทันจะรับคำเสี่ยวเอ้อ สามก้าวสองก้าววิ่งทะยานไปยังหินจำลอง ฉากไม้จันทน์สี่บานสลักกล้วยไม้ เหมย ไผ่ เยว่จวี๋ ผลปรากฏว่าบานหนึ่งเอียงห่างออกมาราวหนึ่งชุ่น เคลื่อนจากตำแหน่งเดิม
หมายความว่าแผลของค่ายกลร้าวออกแล้ว
เขาทั้งตัวราวกับถูกถอนกระดูก ทรุดกายลงนั่งกับพื้นทันที ใบหน้าซีดเขียวสลับขาว สิ้นหวังจนพังทลาย ตะโกนสุดเสียงว่า “ออกไปแล้ว! ยังไง...ยังไงมันถึงวิ่งออกไปได้!”
“เจ้...เจ้าของร้าน อะไรออกไปหรือขอรับ?” เสี่ยวเอ้อถูกท่าทางเช่นนี้หลอนเอาอย่างหนัก
เจ้าของร้านยามปกติให้ความสำคัญกับภาพพจน์มากที่สุด นุ่งห่มแพรไหมห่อร่างกายอวบอ้วน มักจะเก็บตัวแต่งเนื้อแต่งตัวอยู่ในห้องอยู่เนิ่นนานจึงจะออกมา แม้หน้าตาจะมันเยิ้ม แต่วางตัวผู้ดีมีเงินเทียบเท่าคุณชายใหญ่แห่งตระกูลใหญ่
ใครเคยเห็นเขาอยู่ในสภาพแตกสลายเช่นนี้บ้าง?
“ไอ้ขี้แพ้!” เจ้าของร้านดีดตัวขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว เนื้อทั้งตัวสั่นเทา ชี้หน้านายเสี่ยวเอ้อตำว่า “ไม่บอกแล้วหรือไง ให้พวกเจ้ายามเฝ้าหน้าต่างด้านนอกให้ดี? บานไหนเปิด?! พูดมา!”
“ข้า...” เสี่ยวเอ้อลิ้นเป็นปม พูดแม้ครึ่งคำไม่ออก
ในโรงเตี๊ยมมีกฎมิได้จารึกไว้ ยามตกดึกแล้ว ห้ามเปิดหน้าต่างเด็ดขาด
ฉะนั้นยามมีแขกมาถึง หนุ่มใช้จึงต้องยิ้มระบายความพร้อมคำอธิบาย ขอร้องให้แขกปิดหน้าต่างให้ดีตอนกลางคืน
แต่ท่ามกลางแขกก็มีพวกไม่ฟังคำอยู่บ้าง เจ้าของร้านจึงให้หนุ่มใช้สับเปลี่ยนกันยามเฝ้าทุกคืน คอยจับตาดูบานหน้าต่างพวกนั้น หากเห็นบานไหนปิดไม่สนิท ก็จะใช้ไม้ไผ่ยาวบางๆ เลาะปิดให้แทนอย่างเงียบๆ
