สุ่ยโหรวอาบน้ำเสร็จแล้วก็เอนกายลงบนโซฟา ฟังเสียงจอแจจากร้านอาหารริมทางชั้นล่างนอกหน้าต่าง ก่อนจะค่อย ๆ ผล็อยหลับไป
เช้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูปลุกสุ่ยโหรวให้ตื่น
ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวยืนอยู่หน้าห้อง พับแขนเสื้อขึ้นจนถึงท่อนแขน เผยให้เห็นข้อมือแข็งแรง เขามีคิ้วตาคมหล่อเหลา พอเห็นเธอก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “อาโหรว หิวหรือยัง”
สุ่ยโหรวกะพริบตา 876 พูดไม่ผิดเลย คุณครูเหวินเป็นคนดีมากจริง ๆ รอบตัวเขามีบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจ ราวกับที่พักพิงกลางพายุ
“พี่!” เธอร้องเรียก
คุณครูเหวินยิ้มกว้างขึ้น ยื่นมือมาขยี้ผมเธอเบา ๆ “รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า พี่จะพาไปโรงเรียน วันนี้จัดการเรื่องเอกสารก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มสอนอย่างเป็นทางการ”
โรงเรียนมัธยมเซนต์โจเซฟตั้งอยู่ข้างถนนที่พลุกพล่านสายหนึ่งในเกาลูน กำแพงด้านนอกเป็นปูนสีเทา ส่วนรั้วเหล็กก็เต็มไปด้วยสนิม
หน้าประตูโรงเรียนมีเด็กสาวในกระโปรงนักเรียนหลายคนยืนจับกลุ่มคุยกันจ้อกแจ้ก สุ่ยโหรวเดินตามคุณครูเหวินเข้าไปในโรงเรียน รู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอ
“นั่นญาติคุณครูเหวินเหรอ”
“โคตรสวยเลยว่ะ”
“ทำไมผิวถึงขาวอมชมพูขนาดนั้นนะ อยากลองงับสักคำ”
“น่าขยะแขยงไหมเนี่ย เป็นผู้หญิงเหมือนกันนะ”
“เหมือนดาราเลย...”
คุณครูเหวินพาเธอไปจัดการเอกสารที่ฝ่ายวิชาการ ก่อนจะพาไปพบครูใหญ่ หญิงวัยกลางคนสวมแว่นกรอบดำ พอเห็นสุ่ยโหรวดวงตาก็เป็นประกาย ก่อนจะตีหน้าขรึมกำชับว่า “บรรยากาศในโรงเรียนเราไม่ค่อยดีนัก เธอต้องระวังตัว”
พอมาถึงห้องเรียน ข้างในก็เสียงดังวุ่นวาย
ทันทีที่สุ่ยโหรวก้าวเข้าไป เด็กผู้ชายแถวริมหน้าต่างก็เงียบลงก่อน แล้วคนอื่น ๆ ก็เงียบตามกันไปทีละคน ราวกับโดมิโนล้มต่อกัน
จากนั้นก็มีเสียงผิวปากดังขึ้น
“ว้าว—!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มร้องขึ้นมา แต่ทั้งห้องก็พลันแตกตื่นราวกับหม้อน้ำเดือด สายตาของเด็กผู้ชายพากันมองมาทางเธอ บ้างก็จ้องตรง ๆ บ้างก็แสร้งก้มหน้าเปิดหนังสือแล้วแอบเหลือบมอง
“สวัสดีทุกคน ฉันเป็นครูใหม่ ชื่อมิสเหวิน จะเรียกฉันว่าไอวี่ก็ได้ค่ะ คุณนายเฉินคนก่อนกลับบ้านไปเตรียมคลอดแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะเป็นคนสอนประวัติศาสตร์ให้ทุกคน”
เดิมทีสุ่ยโหรวคิดจะแนะนำตัวเองให้มากกว่านี้ แต่พอกวาดตามองสายตาของคนข้างล่างที่แทบจะเกาะติดอยู่กับตัวเธอ ความคิดนั้นก็เป็นอันพับไป
โดยเฉพาะเด็กผู้ชายสองสามคนแถวหลัง ยืดคอยาวยิ่งกว่ายีราฟ แถมยังยิ้มจนมุมปากแทบกดไม่ลง คนหนึ่งถึงกับทำท่าทางอะไรบางอย่างใต้โต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนเพื่อนที่นั่งข้างหลังยกมือปิดปากหัวเราะจนไหล่สั่น
สุ่ยโหรวคิดว่าถ้าพูดต่ออีกสักประโยค พวกเด็กผู้ชายข้างล่างคงรื้อหลังคาห้องเรียนทิ้งแน่
“คุณครูเหวิน สวยจังเลยครับ!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมา
เด็กผู้ชายข้างล่างทุบโต๊ะหัวเราะกันลั่น
จากนั้นทั้งห้องก็เงียบไปชั่วขณะ เพราะสุ่ยโหรวยิ้ม
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงสูทสีน้ำเงินเข้ม แต่ข้อมือที่โผล่พ้นแขนเสื้อนั้นขาวเกินไป ขาวราวกับแช่อยู่ในน้ำนม ผิวบางตรงปุ่มกระดูกข้อมือเผยให้เห็นเส้นเลือดสีเขียวจาง ๆ แม้แต่บริเวณข้อศอกก็มีสีชมพูอ่อนระเรื่อ ราวกับกลีบดอกซิ่งฮวาในเดือนสาม
ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างมองจนตะลึง
“เธอต้องไม่ใช่คนจีนแท้แน่ ๆ” เด็กผู้หญิงแถวหลังลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ “ดูสีผิวสิ ลูกครึ่งหรือเปล่า”
“ไม่ค่อยดูเหมือนลูกครึ่งนะ” เพื่อนร่วมโต๊ะจ้องผิวบริเวณท้ายทอยที่โผล่พ้นเสื้อของสุ่ยโหรว “แต่คนจีนจะขาวขนาดนี้ได้ยังไง ขาวจนเหมือนเปล่งแสงเลย”
“เหมือนตุ๊กตาเลย”
“คงไม่มีดาราคนไหนสวยกว่าเธอแล้วมั้ง เคยเห็นดาราคนไหนขาวขนาดนี้ไหมล่ะ”
เด็กผู้หญิงผมสั้นแถวหน้าที่ได้ยินหันกลับมากลอกตาใส่ “แล้วไง หน้าตาเหมือนนางจิ้งจอกชัด ๆ”
พูดจบแล้วก็ยังอดแอบมองอีกครั้งไม่ได้ พอดีกับที่เห็นสุ่ยโหรวปัดปอยผมข้างแก้มไปทัดหู เผยให้เห็นใบหูส่วนหนึ่ง ติ่งหูกลมมนสะอาดสะอ้าน แม้แต่รูหูก็ไม่มี
ใต้โต๊ะเรียน กระดาษโน้ตยังคงส่งต่อกันไปมา
“คุณครูเหวินพามา เป็นน้องสาวเขาเหรอ”
“น้องสาวแท้ ๆ แน่นะ”
“งั้นต่อไปฉันจะเอาอาหารเช้าไปให้คุณครูเหวินทุกวันเลย—”
“ต่อให้มึงยกโต๊ะจีนไปให้ เขาก็ไม่ชายตามองมึงหรอก”
“แค่ได้มองก็ถือว่าคุ้มแล้ว”
สุ่ยโหรวเปิดตำราอ่านไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงลำคอด้านข้างที่ขาวราวหิมะให้พวกเขามอง
เด็กผู้ชายพากันกุมอก สูดหายใจเฮือกอย่างไร้เสียง
บนแท่นสอน สุ่ยโหรวกระแอมเบา ๆ แล้วตบโต๊ะครูแรง ๆ “เริ่มเรียนกันแล้ว คาบนี้เราจะเรียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของจีน เปิดหนังสือไปที่หน้า...”
เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงเลื่อนเก้าอี้ที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย เวินเจียเหวินยืนกอดอกอยู่ใกล้ประตู มองภาพตรงหน้าพลางส่ายหน้าอย่างจนใจ
แสงแดดส่องใบหน้าด้านข้างของเธอจนดูโปร่งแสง ขนตาทอดเงาจาง ๆ ลงบนเปลือกตาล่าง
น้องสาวคนนี้ตั้งแต่เด็กก็ไม่เหมือนคนอื่น สวยเกินไป จนคนอื่นไม่รู้ว่าควรปฏิบัติกับเธออย่างไร
สมัยเด็กเวลาเขาพาเธอไปสวนสาธารณะ มักมีคนเข้ามาทัก คิดว่าเธอเป็นดาราเด็กที่กำลังถ่ายทำฉากนอกสถานที่ พอโตขึ้นมาหน่อย เรื่องที่เด็กผู้ชายในโรงเรียนทะเลาะกันเพราะเธอก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ตอนนี้เพิ่งกลับจากอเมริกาและมาทำงานวันแรก ก็สร้างความวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้อีก
เวินเจียเหวินถอนหายใจ
แต่สุ่ยโหรวดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ เธอพลิกไปยังเนื้อหาในตำรา ขณะที่เด็กผู้ชายหน้ากลมข้าง ๆ จ้องใบหน้าด้านข้างของเธอวนไปวนมาเจ็ดแปดรอบแล้ว เหงื่อผุดเต็มปลายจมูก แต่เธอกลับไม่รู้ตัวเลย
เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดเสียงสอนของสุ่ยโหรวก็กลบความวุ่นวายในห้องได้ แต่เสียงกระซิบกระซาบเป็นครั้งคราวก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว
มีคนเขียนลงในกระดาษโน้ตว่า “เลิกเรียนแล้วไปดักเธอที่ระเบียงดีไหม” แต่เพื่อนที่นั่งข้างหลังคว้ากระดาษไปขีดทิ้งทันที
ตอนสุ่ยโหรวอ่านถึงย่อหน้าที่สาม เธอได้ยินเด็กผู้ชายหน้ากลมข้าง ๆ สูดจมูกเบา ๆ แล้วรีบเช็ดมุมปากอย่างรวดเร็ว
มุมปากของเธอโค้งขึ้นเล็กน้อย
พอกริ่งเลิกคาบดัง สุ่ยโหรวก็หอบแผนการสอนออกจากห้องไปแทบจะเหมือนหนี พอเธอก้าวพ้นประตู เด็กผู้ชายแถวหลังก็ลุกพรวดขึ้นพร้อมกันราวกับได้รับสัญญาณเงียบ ๆ ทั้งเจ็ดแปดคนเหมือนเศษเหล็กที่ถูกแม่เหล็กดูด พากันรุมเข้ามาทางสุ่ยโหรว
แต่จู่ ๆ ร่างในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้น ขวางพวกเขาไว้
“กลับไปนั่งที่ให้หมด คิดจะทำอะไรกัน”
เด็กผู้ชายพวกนั้นถอยไปสองก้าวอย่างเก้อเขิน คนหนึ่งใจกล้าหน่อยเชิดคอขึ้น “คุณครูเหวิน พวกเราแค่อยากรู้จักครูใหม่—”
“ไม่จำเป็น”
เด็กผู้ชายหลายคนมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็แยกย้ายกันไป
เวินเจียเหวินเดินเข้ามาหาสุ่ยโหรว แล้วพูดเสียงเบา “เลิกเรียนแล้วอย่าเดินคนเดียว รอพี่มาเรียก”
“รู้แล้วน่า พ่อคนขี้บ่น!”
“พวกเขาแค่ตื่นเต้นตามกระแส อีกสองสามวันก็เลิกเห่อแล้ว”
สุ่ยโหรวเงยหน้ามองพี่ชาย “พี่ ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
เมื่อเวินเจียเหวินเห็นรอยยิ้มในดวงตาของเธอ เขาก็นึกถึงคำพูดของแม่ที่เคยพูดไว้ตอนเด็กขึ้นมา แม่บอกว่ายัยหนูคนนี้โตขึ้นต้องไม่ธรรมดา ดวงตาคู่นั้นช่างยั่วใจคนเก่งเหลือเกิน
ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจ คิดแค่ว่าน้องสาวก็แค่หน้าตาสวยกว่าคนอื่นเท่านั้น แต่ตอนนี้จู่ ๆ เขาก็เข้าใจความหมายของคำพูดแม่ในวันนั้น
เวลาสุ่ยโหรวมองใคร ต่อให้ไม่พูดอะไรหรือทำอะไร ดวงตาคู่นั้นก็เหมือนกำลังพ่นลมหายใจแผ่วเบาใส่หัวใจของคนคนนั้น
เวินเจียเหวินยืดตัวขึ้น แล้วหันหลังเดินจากไป
ช่วงพัก สุ่ยโหรวอุ้มตำราเรียนที่เพิ่งได้รับมา ยืนอยู่ตรงระเบียง แสงแดดส่องเฉียงเข้ามาจากหน้าต่างเก่าคร่ำครึ ทิ้งเงาแต้มกระดำกระด่างไว้บนพื้นปูน
มองลงไปก็เห็นระเบียงของอาคารเรียนฝั่งตรงข้ามพอดี
แล้วเธอก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
เด็กผู้หญิงหลายคนล้อมเด็กสาวร่างผอมบางในชุดนักเรียนไว้ เด็กสาวคนนั้นก้มหน้า กำลังหยิบการบ้านออกจากกระเป๋านักเรียน ส่วนเด็กผู้หญิงผมสั้นข้าง ๆ กำลังลนลานลอกอะไรบางอย่าง
“นี่ จูหว่านฟาง!”
เสียงผู้หญิงแหลม ๆ ดังแทรกขึ้นมา สุ่ยโหรวมองเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นเด็กผู้หญิงผมดัด สวมกระโปรงนักเรียนที่ตัดให้สั้นลง กอดอกอย่างวางอำนาจ “เมื่อวานวันเกิดมาโกะ นัดเธอออกไปเที่ยว ทำไมไม่มา”
เด็กสาวหน้าตาสะสวยที่ถูกเรียกว่าจูหว่านฟางเงยหน้าขึ้น มองอย่างหวาด ๆ ข้างกายเธอมีเด็กผู้หญิงแต่งตัวคล้ายกันยืนอยู่หลายคน คนที่เป็นหัวหน้ากำลังจ้องเธออย่างเย็นชา
จูหว่านฟางพูดเสียงเบา “ขอโทษนะ เมื่อวานฉันมีธุระ...”
“ไม่มีเวลา หรือไม่ไว้หน้ามาโกะกันแน่” เด็กผู้หญิงผมดัดคาดคั้นไม่เลิก
จูหว่านฟางเม้มริมฝีปาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เด็กผู้หญิงผมสั้นที่กำลังลอกการบ้านอยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ ก็หันกลับมา ปาปากกาในมือลงกับโต๊ะ “เขาไม่อยากไปกับพวกเธอก็ไม่ไปสิ จะพูดพล่ามอะไรนักหนา พี่สาวคนนี้กำลังลอกการบ้านอยู่ อย่ามาเกะกะ!”
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างหลังมาโกะพุ่งเข้ามาทันที
แฟนหนุ่มของกัวเส้าซิน ชื่อจั๋วจื้อ เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอยู่บ้าง ขยับมายืนขวางหน้าจูหว่านฟาง “นี่ พวกเธออย่ารังแกกันเกินไป หว่านฟางไม่อยากไปก็ไม่ไป พวกเธอจะเอายังไง”
เด็กผู้ชายสองสามคนที่ยืนดูอยู่ด้านหลังก้าวเข้ามาทันที หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหนุ่มร่างสูง มาร์กาเร็ตหัวเราะเยาะพลางมองจั๋วจื้อขึ้น ๆ ลง ๆ “ไอ้จั๋วจื้อ แกเป็นใครถึงมาพูดที่นี่”
จั๋วจื้อโกรธจนหน้าแดง เขามองจูหว่านฟางที่เอาแต่เงียบอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็ตะโกนเสียงดัง “พี่มีดบากกำลังตามจีบเธออยู่ พวกเธอหัดฉลาดไว้หน่อย!”
อากาศเงียบลงชั่วขณะ
จากนั้นกลุ่มของมาโกะก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“พี่มีดบากเหรอ คนแคระที่ไหนวะ แก๊งไหนเนี่ย หรืออยู่แก๊งตลาดสด”
“ไอ้จั๋วจื้อ แกยกคนแคระออกมาขู่แล้วคิดว่าพวกเราจะกลัวเหรอ”
“ขำจะตาย มีดบากเหรอ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย!”
จั๋วจื้อโกรธจนกำหมัดแน่น ก่อนจะขู่ทิ้งท้าย “เลิกเรียนแล้วเจอกัน! แน่จริงก็อย่าหนี!”
มาโกะเบ้ปาก กำลังจะด่าต่อ แต่เสียงกระแอมก็ดังมาจากตรงบันได ครูผู้หญิงสวมแว่นคนหนึ่งเดินเข้ามา ขมวดคิ้วถามว่า “ทำอะไรกันอยู่ กลับห้องเรียนให้หมด! จะเริ่มเรียนแล้ว!”
มาโกะถลึงตามองจูหว่านฟาง แล้วพูดเสียงเบาว่า “เลิกเรียนค่อยคิดบัญชีกัน” พูดจบก็พาคนของตัวเองเดินจากไป
กัวเส้าซินกลอกตา แล้วดึงมือจูหว่านฟาง “ไม่ต้องกลัว มีฉันอยู่ทั้งคน”
จูหว่านฟางฝืนยิ้มออกมา
สุ่ยโหรวมองทุกอย่างจากระเบียงชั้นสองจนหมด
มีดบากคนนั้นเป็นลูกน้องของพี่ชายมาดเท่ โรงเรียนแห่งนี้ ย่านนี้ กระทั่งเกาลูนทั้งเขต ล้วนถูกเงาของชายคนนั้นปกคลุมอยู่
เธอหันหลังเดินกลับไปที่ห้องเรียน ในใจไม่ได้รู้สึกสะเทือนอะไร การกลั่นแกล้งระดับนี้ดูไร้เดียงสาจนน่าขันในสายตาเธอ แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องร้ายทั้งหมด
ตอนเที่ยง เวินเจียเหวินมาหาเธอเพื่อไปกินข้าว เขาพาเธอไปร้านอาหารสไตล์ฮ่องกงใกล้โรงเรียน แล้วสั่งขนมปังสับปะรดกับชานมเย็นให้เธอ
“ช่วงเช้าเป็นยังไงบ้าง ปรับตัวได้ไหม” คุณครูเหวินถาม
“ก็โอเคค่ะ แค่เด็กในห้องแทบไม่มีใครฟังเลย” สุ่ยโหรวกัดขนมปังสับปะรดคำหนึ่ง
คุณครูเหวินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเธออย่างจริงจัง “แค่ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกละอายใจก็พอ อย่าคิดมาก”
เขาหยุดเล็กน้อย “อีกอย่าง อย่าเข้าใกล้นักเรียนที่ย้อมผมหรือแต่งตัวประหลาด ๆ”
สุ่ยโหรวพยักหน้า แต่ในใจกำลังคิดว่า คนที่เธอต้องพิชิตอันตรายกว่านักเรียนพวกนี้เป็นหมื่นเท่า
