“เสี่ยวปั๋วเหอ ทำไมออกมาอยู่ข้างนอกล่ะ” สวี่ชูนั่งยอง ๆ ลูบผมนุ่มฟูของลูกชายเบา ๆ พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน
เมื่อได้เห็นเด็กน้อยคนนี้ ความน้อยเนื้อต่ำใจและเหนื่อยล้าที่เผชิญมาตลอดทั้งวันก็สลายหายไปในพริบตา
“คุณแม่ ทำไมหน้าแดงล่ะ” เสี่ยวปั๋วเหอเอามือน้อย ๆ ทาบแก้มซ้ายของสวี่ชู พลางเบิกตากว้างถามด้วยความสงสัย
สวี่ชูแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนอธิบายอย่างใจเย็นว่า “วันนี้อากาศหนาวมาก แม่เลยโดนความหนาวจนหน้าแดงไง”
เสี่ยวปั๋วเหอฟังจบก็จุ๊บแก้มสวี่ชู แล้วพูดเสียงเล็กเสียงน้อยว่า “คุณแม่ งั้นหนูช่วยประคบให้อุ่นนะ วันนี้หนูคิดถึงคุณแม่มากเลย ก็เลยให้คุณลุงจีพาหนูมารับคุณแม่กลับบ้าน”
คราวนี้สวี่ชูถึงเงยหน้าขึ้น เห็นจีเหวินหยางยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ
จีเหวินหยางเป็นหลานชายของคุณยายหลี่ เพื่อนบ้านห้องข้าง ๆ ของสวี่ชู คุณยายหลี่เป็นคนอาลัยอาวรณ์ของเก่า ไม่อยากทิ้งข้าวของและความทรงจำในบ้านหลังนี้ จึงไม่ยอมย้ายไปบ้านใหม่กับลูกชายและหลานชาย แต่เลือกอยู่เฝ้าที่นี่เพียงลำพัง
ช่วงที่สวี่ชูเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ คุณยายหลี่บังเอิญกระดูกหัก แต่ไม่ได้บอกครอบครัว แม้จะพอขยับตัวเองได้ ทว่าก็ไม่สะดวกนัก เมื่อสวี่ชูเห็นเข้าจึงช่วยดูแลอยู่พักหนึ่งด้วยความเอาใจใส่
ด้วยเหตุนี้ หลังเสี่ยวปั๋วเหอเกิด คุณยายหลี่จึงแวะมาช่วยดูแลอยู่บ่อย ๆ ทุกวันนี้เวลาสวี่ชูทำงานล่วงเวลา คุณยายหลี่ก็ช่วยดูแลเสี่ยวปั๋วเหอ ส่วนเวลาทำอาหารหรือของกินอะไรอร่อย ๆ ก็มักแบ่งมาให้ด้วย
ส่วนจีเหวินหยาง ปกติเขาจะแวะมาเยี่ยมคุณยายหลี่เมื่อมีเวลาว่าง ไปมาหาสู่กันบ่อยเข้า ก็เลยสนิทกับแม่ลูกสวี่ชู ที่สำคัญคือเสี่ยวปั๋วเหอดูจะชอบเล่นกับจีเหวินหยางไม่น้อย
“ผมกะเวลาไว้แล้ว คิดว่าตอนนี้คุณน่าจะใกล้ถึงหน้าหมู่บ้าน ก็เลยพาเสี่ยวปั๋วเหอมารับคุณ” ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้อยู่ใกล้หมู่บ้านที่พวกเขาอาศัย เป็นทางที่สวี่ชูต้องผ่านทุกครั้งเวลาเดินทางกลับบ้าน
สวี่ชูลุกขึ้น ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพ “รบกวนคุณจีแล้วค่ะ”
“ไม่รบกวนเลย ผมกำลังจะมาเยี่ยมคุณยายพอดี แล้วก็บังเอิญเจอเสี่ยวปั๋วเหออยู่ด้วย” จีเหวินหยางยิ้มซื่อ ๆ เพื่อกลบเกลื่อนอาการหน้าแดงที่ห้ามไม่อยู่ ทว่าเมื่อมองผ่านแสงไฟ เขากลับเห็นรอยบวมแดงบนใบหน้าสวี่ชูได้ชัดเจน รอยยิ้มจึงเลือนหายไปทันที “หน้าคุณ...”
“ไม่เป็นไรค่ะ” สวี่ชูก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่มีท่าทีจะอธิบาย
“คุณแม่ วันนี้คุณลุงจีไปรับหนูที่โรงเรียนด้วยนะ!” เสี่ยวปั๋วเหอกระโดดโลดเต้น ดูมีความสุขมาก
ตอนเสี่ยวปั๋วเหอเพิ่งเข้าอนุบาล สวี่ชูมักไม่มีเวลาไปรับเพราะต้องทำงานล่วงเวลา ต่อมาคุณยายหลี่เห็นแล้วทนไม่ไหว จึงอาสารับหน้าที่นี้เอง บอกว่าปกติก็ว่าง ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
สวี่ชูรู้สึกเกรงใจ จึงโอนเงินให้คุณยายหลี่ทุกเดือนเพื่อแสดงน้ำใจ คุณยายหลี่รู้จักนิสัยของสวี่ชูดี จึงยอมรับไว้ เพราะอย่างนั้นทุกวันนี้คุณยายหลี่จึงเป็นคนรับส่งเสี่ยวปั๋วเหอไปโรงเรียนเป็นหลัก
“คุณจี” สวี่ชูคิดอยู่นาน ก่อนตัดสินใจพูดกับจีเหวินหยางให้ชัดเจน “งานคุณยุ่งขนาดนั้น ไม่ต้องมารับเสี่ยวปั๋วเหอทุกวันก็ได้นะคะ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในเดือนนี้ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น สวี่ชูไม่ใช่คนทึ่ม เธอรู้ว่าจีเหวินหยางคิดอย่างไรกับเธอ แต่ตอนนี้เธอไม่มีใจจะคิดเรื่องความรักเลย
“สวี่ชู ผมแค่อยาก...” จีเหวินหยางลังเล ไม่รู้จะพูดอย่างไร
“คุณจี” สวี่ชูมองเขาอย่างจริงจัง สีหน้าห่างเหิน เป็นการปฏิเสธที่ชัดเจนอย่างยิ่ง
จีเหวินหยางเข้าใจแล้ว ความรู้สึกที่เขามีให้เธอคงเกิดขึ้นผิดเวลา “ผมเข้าใจแล้ว”
สวี่ชูส่งยิ้มสุภาพให้เขา ก่อนวิ่งไปจูงมือเสี่ยวปั๋วเหอ
“งั้นเรากลับบ้านกันนะจ๊ะ ที่รัก!” ร่างสองร่างเล็กใหญ่เดินไปตามถนนใต้แสงไฟอย่างร่าเริง มุ่งหน้ากลับบ้าน
คฤหาสน์เก่าของตระกูลโจว โจวหนีเพิ่งก้าวเข้าประตูบ้าน รอยยิ้มที่เต็มใบหน้าก็แข็งค้างไปทันที
“พี่รอง!”
โจวหนีรีบก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด ไม่กล้าสบสายตาคมกริบของชายหนุ่ม เธอเองก็คาดไม่ถึงว่าพี่รองซึ่งปกติไม่ค่อยกลับบ้านจะโผล่มาที่คฤหาสน์เก่า แถมยังเป็นตอนที่เธอเพิ่งออกเดตและกลับบ้านดึกพอดี
โจวหนีไม่รู้ทำไมถึงกลัวพี่รองผู้พูดน้อยคนนี้มาตลอด ยิ่งไปกว่านั้น เขาดูเหมือนจะไม่ชอบจางเยา ไม่รู้ว่าเมื่อครู่เขาเห็นภาพที่เธอกับจางเยาอ้อยอิ่งอาลัยกันอยู่ข้างนอกหรือเปล่า พอคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจเธอก็เต้นรัวขึ้นมา นิ้วมือบิดไปมาโดยไม่รู้ตัว
“ไปไหนมา รู้ไหมว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว” ถ้อยคำสั้น ๆ ไม่กี่คำกลับแฝงแรงกดดันที่มองไม่เห็นของชายหนุ่ม
“ไป...ไปเที่ยวกับ...เพื่อนค่ะ” แค่โจวยวี่เชิงมองมาทีเดียว ก็ทำให้โจวหนีกลัวจนพูดแทบไม่เป็นคำ
เป็นคำโกหกที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย
“ตั้งแต่เมื่อไรที่หัดโกหกเป็นแล้ว” โจวยวี่เชิงวางเอกสารในมือลงบนโต๊ะน้ำชาเบา ๆ ยังคงเอ่ยสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “โจวหนี จางเยาไม่เหมาะกับเธอ”
โจวหนีเหลือบมองเอกสารบนโต๊ะน้ำชา จึงเพิ่งรู้ตัวว่าพี่รองรู้เรื่องของเธอมานานแล้ว เธอพลันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก ความโกรธพุ่งทะลุเหตุผลขึ้นมาในชั่วขณะ
“พี่สืบเรื่องของเขาเหรอ” นี่เป็นครั้งแรกที่โจวหนีพูดกับโจวยวี่เชิงอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้
เมื่อได้ยินน้ำเสียงตั้งคำถามของน้องสาวและเห็นท่าทีดื้อดึงไม่ยอมฟัง โจวยวี่เชิงก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้
เขาชี้ไปยังเอกสารบนโต๊ะ อารมณ์เริ่มควบคุมไม่อยู่ “โจวหนี เมื่อไรเธอจะรู้จักใช้สมองบ้าง! รู้ไหมว่าจางเยาเข้าหาเธอเพราะมีจุดประสงค์อื่น เขาหวังสถานะคุณหนูตระกูลโจวของเธอ หวังเงินของเธอ เขาหลอกเธอมาตลอด!”
“พี่รอง! พี่มีสิทธิ์อะไรไปสืบเรื่องเขา!” โจวหนีไม่สนใจมารยาทและความสง่างามที่พยายามรักษามาตลอดอีกต่อไป เธอเบิกตากว้าง ตะโกนเสียงดังอย่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “พี่อยากให้ฉันเชื่อฟังแล้วไปหาคนที่เหมาะสมกับฐานะใช่ไหม แล้วพี่ล่ะ ถ้าพี่ทำได้ ตอนนั้นจะถูกผู้หญิงคนหนึ่งหลอกหัวหมุนได้ยังไง”
สิ้นเสียง ทุกอย่างก็เงียบงัน
โจวยวี่เชิงหรี่ตาลง แววหม่นหมองวาบผ่านนัยน์ตา ทุกคำที่โจวหนีพูดราวกับคมมีด กรีดแทงเข้ากลางใจเขาอย่างแม่นยำ
แสงไฟสีเหลืองสลัวในขณะนั้นพลันสว่างจ้าจนแสบตา ทำให้เขาต้องหลับตาลงชั่วขณะ ภาพอันล้ำค่าแต่แตกกระจัดกระจายเหล่านั้นเริ่มถูกปะติดปะต่อขึ้นมาอีกครั้งทีละน้อย
“โจวยวี่เชิง สุขสันต์วันเกิด!”
นับตั้งแต่พี่ชายเกิดเรื่อง โจวยวี่เชิงก็ไม่เคยฉลองวันเกิดอีกเลย
แต่ในวันนั้น ท้องฟ้าเหนือเจียงเฉิงยามเย็นแต่งแต้มด้วยแสงอาทิตย์สีสันสดใสจนกลายเป็นสีชมพู และในชั่วขณะที่สายรุ้งปรากฏเหนือผิวน้ำ โจวยวี่เชิงก็ได้ยินคำอวยพรอันสดใสจากสวี่ชู เธอชี้ไปยังสายรุ้ง แล้วกระซิบข้างหูเขาว่า “ดูสิ นั่นต้องเป็นของขวัญวันเกิดที่พี่ชายคุณส่งมาให้แน่ ๆ”
สายลมยามค่ำคืนในฤดูร้อนพัดผ่านใบหน้า แต่กลับทำให้หัวใจคันยุบยิบ
บางทีตั้งแต่วันนั้น เหตุผลที่ติดตัวโจวยวี่เชิงมาตั้งแต่เกิดก็ค่อย ๆ ถูกทำลายลงด้วยรอยยิ้มสดใสของสวี่ชู เขาถึงกับหัดโกหก โดยอ้างว่าตัวเองพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ เพียงเพื่อจะได้อยู่กับสวี่ชูเพิ่มอีกหนึ่งวัน
แต่หลังจากนั้นล่ะ ความจริงใจที่เขามอบให้กลับถูกเหยียบย่ำจนแหลกเป็นผุยผง
โจวหนีเห็นร่างที่นิ่งเงียบของพี่ชายได้อย่างชัดเจน ความอ้างว้างที่ไม่อาจเอ่ยออกมาปกคลุมร่างเขา แผ่นหลังและบ่าตั้งตรงเกร็งแน่น ส่วนแววหม่นหมองในดวงตานั้นเป็นสิ่งที่เธอมองไม่เข้าใจ
เธอรีบหลบสายตา กลัวว่าหากมองต่ออีกนิดจะใจอ่อนยอมแพ้
“เสี่ยวหนี...” ผ่านไปนาน โจวยวี่เชิงถึงได้ยินเสียงแหบพร่าของตัวเอง มันหนักอึ้งราวกับกลิ้งอยู่ในลำคอหลายรอบกว่าจะเปล่งออกมา
“พี่รอง ตอนนั้นพี่ทิ้งฉันไว้ไม่สนใจ ตอนนี้ก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!” โจวหนีหันหลัง ไม่ฟังโจวยวี่เชิงพูดต่อแม้แต่คำเดียว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเด็ดเดี่ยว “ฉันกลับห้องไปพักก่อน”
คำพูดของโจวหนีเป็นเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงในทะเลสาบ ก่อกวนอารมณ์ที่โจวยวี่เชิงเพิ่งสงบลงได้อีกครั้ง เสียงอื้ออึงเริ่มดังอยู่ในหู
“ขอโทษนะ โจวยวี่เชิง ทุกอย่างที่ฉันทำกับคุณก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง...”
มุมปากของโจวยวี่เชิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น ใช่แล้ว เขามีสิทธิ์อะไรไปสั่งสอนโจวหนีกันล่ะ
