ภายใต้ฤทธิ์ยา ดวงตาของซุนเยว่ค่อย ๆ กลับมาใสกระจ่าง
เขารู้ว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว จึงพยายามฝืนยิ้มออกมา
“ขอโทษนะ”
“ที่สร้างความลำบากใจให้ทุกคน”
หยดน้ำเอ่อคลอที่หางตาของเขา ก่อนจะร่วงลงพื้นดังแปะ ในขณะเดียวกันร่างของซุนเยว่ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตาของทุกคน สุดท้ายเหลือเพียงผ้าปูที่นอนเปื้อนเลือดที่เคยใช้มัดเขาร่วงลงกองอยู่บนพื้น เป็นหลักฐานว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่จริง
บรรยากาศจมดิ่งลง
แม้จะเคยเห็นเพื่อนร่วมทางถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมมาก่อน แต่การได้เห็นคนเป็น ๆ หายวับไปต่อหน้าต่อตา ใครก็ย่อมรู้สึกไม่ดี
“ตั้งสติหน่อย ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเศร้า”
หลินฉงเหลือบมองเวลา “ใกล้เที่ยงคืนแล้ว คืนนี้พวกเราต้องออกไปเผชิญหน้ากับผีที่ทางเดิน”
“จะออกไปเหรอ?!” หลี่เชียนเบิกตาค้าง
ผีคนรับใช้ที่กลายพันธุ์ตอนกลางวันแทบทำเธอขวัญหนีดีฝ่อ เธอแค่อยากซ่อนตัวอยู่ในห้องให้ปลอดภัยจนผ่านค่ำคืนนี้ไป หลินฉงคงอยู่เบื่อเต็มทน ถึงคิดจะออกไปตายเองแบบนี้
“ตอนกลางวันเราเข้าใกล้ห้องของพี่ออเรลไม่ได้ ต้องลองดูตอนกลางคืนด้วย” หลินฉงอธิบาย
ตู้จือเถิงกัดฟัน “พี่หลิน ต้องให้พวกเราช่วยยังไง?”
“พวกนายแค่ช่วยล่อผีออกไป ให้ผมกับตงม่ายหาโอกาสลงไปข้างล่างก็พอ” หลินฉงตบไหล่เขาเบา ๆ “ถ้าใครกลัว ไม่ไปก็ได้”
“ฉันไม่ไป!” หลี่เชียนโพล่งออกมา
ตงม่ายมองทุกคน “หลี่เชียนไม่ไปก็ได้ ใครไม่อยากไป กลับไปพักที่ห้องตัวเองได้เลย”
หลี่เชียนเดินไปที่ประตู
เมื่อเห็นว่าคนอื่นไม่มีใครคิดจะกลับ เธอก็รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ศักดิ์ศรีสำคัญเท่าชีวิตเสียที่ไหน หลี่เชียนบิดลูกบิดประตู วิ่งพรวดกลับไปที่ห้องตัวเองแล้วลงกลอนประตูจากด้านใน
