หลังกินข้าวเสร็จ เย่เฉินช่วยแม่เก็บชาม แม่ของเขาถามว่า “ทำไมไม่เรียกชิงโจวมาทานข้าวด้วยล่ะ?”
เย่เฉินชี้ไปทางคุณปู่ กระซิบว่า “เขาไม่กล้ามาหรอก...”
กินข้าวเสร็จ เย่เฉินเดินเล่นกับคุณปู่จนกลับมา จากนั้นก็นั่งเล่นหมากล้อมพลางพูดคุยกัน
“คุณปู่ ทำไมคราวนี้ถึงเรียกพวกเรากลับมาด่วนขนาดนี้ งานที่ทำอยู่ก็ไม่ให้ยุ่งเลย?” ตั้งแต่กลับมา เย่เฉินก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปหมด
“คิดว่าตัวเองเก่งนักหรือไง ถ้าไม่ใช้แก ใช้คนอื่นไม่ได้หรือ?” เย่หยุนเทียนตอบส่ง ๆ
“อย่ามาหลอกผมเลย ทีมที่ผลัดเวรกันอยู่ก็ถูกเรียกกลับมาหมดแล้ว ผมเห็นพวกเขาอยู่บนถนน ก่อนหน้านี้ผมยังนึกว่าหน่วยอื่นแค่สลับเวรกันอยู่เลย”
“หืม? พวกแกนี่นะ พอได้วันหยุดก็เอาแต่เที่ยว บอกให้ไปดูภูเขาแม่น้ำอันงดงามของประเทศ ไปอยู่กับครอบครัวบ้าง ปกติแทบไม่เห็นหัวกันสักคน พอได้หยุดกลับเดินเตร็ดเตร่กันเป็นแถวเหมือนพวกเร่ร่อน เฮ้อ ยังอุตส่าห์บังเอิญเจอกันได้ เก่งจริง ๆ!” ชายชราทำหน้าเอือมระอา
“อะไรของคุณปู่ พวกเราชายหนุ่มร่างกายแข็งแรง กลายเป็นพวกเร่ร่อนได้ยังไง!” เย่เฉินไม่ยอมรับ “ก็วันนั้นพวกเราไปขนของอะไรนั่นด้วยกัน...”
เย่หยุนเทียนเปลี่ยนสีหน้าทันที “พอเลย! เป็นความลับสูงสุด! ห้ามสืบ ห้ามถาม ห้ามแม้แต่จะคิด!”
“ครับ!” เย่เฉินตอบอย่างว่าง่าย
ทั้งคู่เล่นหมากต่อ แต่ใจของชายชรากลับว้าวุ่น เล่นไปไม่กี่กระดานก็เลิก
“ไป ๆ ฉันจะพักแล้ว แกไปหาอะไรทำเอง!”
ก็แค่ขนทองไม่ใช่หรือ จะมีอะไรนักหนา วันนั้นตอนเขาไป ลั่วเกอกับคุณปู่ก็อยู่ด้วย บรรยากาศตึงเครียดมาก
เขานึกว่าทั้งสองคนทะเลาะกันอีก บรรยากาศถึงได้เป็นแบบนั้น แต่พอมาคิดดูตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่
