“นั่งสิ” แม่ยิ้มพลางเอ่ย “ไม่ต้องเกรงใจ คนกันเองทั้งนั้น”
หร่วนเถาเป็นคนแรกที่เลื่อนเก้าอี้ของกว้ายเป่าออกแล้วนั่งลง จากนั้นก็ตบเก้าอี้ข้าง ๆ
“เจ้าหางน้อย นั่งสิ”
เจ้าหางน้อยปีนขึ้นเก้าอี้ของน้องชาย ขาทั้งสองข้างห้อยต่องแต่ง แตะพื้นไม่ถึง
เมื่อมีคนเริ่มนั่ง คนอื่น ๆ จึงทยอยนั่งลงอย่างเกร็ง ๆ
แม่ไม่เคยออกมาจากห้องครัวเลย
อาหารแต่ละจานถูกยกออกมาจากมือขาวจัดคู่นั้น มีเพียงขอบผ้ากันเปื้อนที่โผล่พ้นปลายแขนเสื้อ นอกเหนือจากนั้นก็มองไม่เห็นอะไรเลย
“กินสิ”
มือนั้นคีบหมูตุ๋นซีอิ๊วใส่ชามให้ทุกคนคนละหนึ่งชิ้น
พอถึงหร่วนเถา กลับคีบให้ถึงสองชิ้น
“กว้ายเป่ากินเยอะ ๆ นะ”
“เจ้าบ้านก็กินเยอะ ๆ ด้วย” มือนั้นคีบหมูใส่ชามเผยจี้เพิ่มอีกชิ้น “วิ่งวุ่นอยู่ข้างนอก เหนื่อยแย่”
เผยจี้มองเนื้อที่เพิ่มขึ้นมาในชาม “ขอบคุณครับ”
หลังม่านประตู แม่หัวเราะเบา ๆ
“ไม่ต้องเกรงใจ”
หร่วนเถาคีบเนื้อขึ้นมากัดคำหนึ่ง ดวงตาเป็นประกาย “อร่อย! ถึงจะมันก็ไม่เลี่ยนเลย”
เนื้อตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม สีซอสเคลือบเงาวาว รสชาติแบบบ้าน ๆ ที่เธอเฝ้าคิดถึงมาตลอด 6 ปีระหว่างนอนโรงพยาบาล
หร่วนเถากินจนแก้มตุ่ย
เสียงหัวเราะอ่อนโยนดังมาจากในครัวอีกครั้ง “ค่อย ๆ กิน ในหม้อยังมีอีก”
คนอื่น ๆ ที่โต๊ะยกตะเกียบขึ้น ค่อย ๆ คีบกับข้าวชิมอย่างระมัดระวัง
กฎข้อสองของบ้าน: ต้องกินอาหารที่แม่ทำให้หมด และต้องชมว่าอร่อย
เหล่าโจวกัดไปคำหนึ่ง ก่อนเค้นเสียงออกมาจากลำคอว่า “อร่อย...อร่อย”
