เฮ่อหรานจับลูกบิดประตูไว้ แต่ไม่ได้หันกลับมาทันที
ประตูเก่าที่เปิดเข้าด้านในเผยอออก แสงสีเหลืองหม่นจากส่วนลึกของทางเดินหลังเวทีทอดเข้ามา แบ่งร่างเขาออกเป็นครึ่งสว่างครึ่งมืด กลิ่นไม้ที่สะสมมานานหลายปีและยังไม่จางหายปะปนกับกลิ่นอับจาง ๆ จากม่านที่ชื้นอากาศ กลิ่นเหล่านั้นแทบไม่ต่างจากหอประชุมเก่าในความทรงจำของสวี่จินอัน
ครู่หนึ่งต่อมา เขาก็ปล่อยมือ น้ำเสียงสงบนิ่ง
“ตอนถ่ายทำ ผมเคยมาพักอยู่ที่นี่สองสามวัน”
“แค่สองสามวันก็จำที่นี่ได้ละเอียดขนาดนี้เลยเหรอ?”
สวี่จินอันยืนอยู่บนขั้นบันไดหิน ไม่ได้ก้าวเข้าไปทันที
เฮ่อหรานหันกลับมา
หน้ากากปิดบังสีหน้าของเขา เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่สะท้อนแสงจากนอกประตู ดูสงบนิ่งกว่าปกติ
“ตอนนั้นเข้าออกทางนี้บ่อย”
“ทำไมไม่เข้าประตูหน้าล่ะ?”
“ประตูหน้าสงวนไว้ให้ผู้ชมกับนักแสดง”
“แล้วคุณล่ะ?”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
“ตอนนั้นยังไม่นับว่าเป็นนักแสดงหรอก”
คำตอบนั้นทำให้สวี่จินอันชะงักเล็กน้อย
เฮ่อหรานในวันนี้ยืนอยู่กลางสปอตไลต์มานานเกินไป จนผู้คนแทบลืมว่าเขาเองก็เคยมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ชื่ออยู่ท้ายสุดในรายชื่อนักแสดง แถมยังต้องรอคิวเข้ากล้อง
เธอกำลังจะถามต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากในหอประชุม
นักศึกษาชมรมละครหลายคนหอบอุปกรณ์ประกอบฉากเดินออกมาจากสุดทางเดิน พอเห็นพวกเขาก็หยุดพร้อมกัน ก่อนจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วลดเสียงลงเพื่อสอบถามทีมรายการเกี่ยวกับบริเวณถ่ายทำ
นักศึกษาหญิงที่เดินนำจำสวี่จินอันได้ จึงร้องเรียกอย่างตื่นเต้นว่า “รุ่นพี่” แต่ไม่ได้เข้ามารุมล้อม เพียงช่วยเปิดไฟทางไปหลังเวทีให้พวกเขา
“ข้างในกำลังจัดอุปกรณ์สำหรับเทศกาลละครเดือนหน้าอยู่ค่ะ เลยค่อนข้างรก รุ่นพี่เข้าไปดูได้ตามสบาย แค่ระวังอย่าไปโดนฉากตรงฝั่งขวาของเวทีนะคะ เพิ่งทาสีเสร็จค่ะ”
“ได้ ขอบใจนะ”
สวี่จินอันหลีกทางให้พวกเขาเดินผ่านไปก่อน
นักศึกษาหลายคนหอบต้นไม้ที่ทำจากกระดาษกับม้าไม้ที่ยังประกอบไม่เสร็จเดินผ่านข้างกาย กลิ่นสีใหม่จึงลอยอบอวลขึ้นมา เสียงพูดคุยหัวเราะของคนหนุ่มสาวค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดิน หอประชุมเก่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
