ถังอี้คงเพิ่งเคยเจอศิลปินที่เป็นฝ่ายขอให้จัดงานเดินทางไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่เป็นครั้งแรก เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
หลัง 9 โมงเช้าไม่นาน เธอโทรกลับมาอีกครั้ง
“มีคลิปวัฒนธรรมเมืองของหนานจิงอยู่ชิ้นหนึ่ง แขกรับเชิญเดิมมีไข้ตั้งแต่กลางดึก ทางแพลตฟอร์มกำลังหาคนไปช่วยกู้สถานการณ์ ถ่ายทำ 2 วัน งานไม่หนัก เนื้อหาก็ไม่ซับซ้อน แค่ร่วมประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมเมือง ถ้าจะไป วันนี้ต้องออกเดินทางตอนเที่ยง”
สวี่จินอันแทบไม่ต้องคิด
“รับงาน”
“คิดดีแล้วเหรอ?”
“นักแสดงต้องให้เกียรติงานทุกชิ้น และทุกฉากที่มีโอกาสได้ออกอากาศ”
“แล้วมื้อเย็นคืนนี้ล่ะ?”
มือที่กำลังจัดกระเป๋าของสวี่จินอันช้าลงเล็กน้อย
คำว่า “อันอัน เจอกันพรุ่งนี้” ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
เธอกดเสื้อตัวสุดท้ายลงในกระเป๋าเดินทาง ก่อนปิดฝาอย่างไม่รู้ไม่ชี้
“รอเขากลับจากชิงเต่าแล้วค่อยกินก็เหมือนกัน”
ถังอี้ขี้เกียจซักไซ้เธอ
“รถจะมาถึงใต้ตึกตอน 11 โมงครึ่ง รับงานแล้วก็ถ่ายให้ดี อย่าไปถึงหนานจิงแล้วยังใจลอยอยู่ล่ะ”
“ฉันใจลอยตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ตั้งแต่รูปเก่าขึ้นเทรนด์นั่นแหละ”
“พี่ก็ไม่ได้เห็นสักหน่อย”
“คุณสวี่คะ ไม่เห็นไม่ได้แปลว่าฟังไม่ออกนะ”
น้ำเสียงของถังอี้เย็นชาอยู่หน่อย ๆ
“ข้อความที่คุณส่งมาเมื่อคืนแทบทุกข้อความมีคำผิด”
สายถูกตัดฉับทันที
สวี่จินอันถือโทรศัพท์นิ่งไปหลายวินาที
พี่ถังดุชะมัด! ขนาดคำผิดยังจับได้อีก
เวลา 11 โมง 20 นาที เธอสวมหมวกกับหน้ากากอนามัย ลากกระเป๋าเดินทางมายืนตรงโถงทางเข้า
ภายในบ้านเงียบสนิท
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของห้องนั่งเล่นเข้ามา ปูแสงนุ่มนวลไว้ตรงขอบโต๊ะอาหาร เฮ่อหรานไม่อยู่ ช่วงสองวันนี้ทีมรายการก็ไม่มีคิวถ่ายทำ หยวนฉีหนึ่งทั้งหลังจึงเหมือนฉากที่ถูกทิ้งร้างชั่วคราว แม้แต่อากาศก็ยังดูนิ่งงันไปหมด
สวี่จินอันเหลือบมองเวลา
กว่าจะถึง 6 โมงครึ่งเย็น ยังเหลืออีก 7 ชั่วโมง
มากพอให้เฮ่อหรานถ่ายโฆษณาเสร็จ กลับบ้านมาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมารับเธอ
และก็มากพอให้เธอขึ้นรถไปหนานจิงก่อนหน้านั้น แล้วไปปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรอย่างสมเหตุสมผล
