“ได้เลย เถ้าแก่ถัง ขอบคุณที่เตือนนะ”
สวี่จินอันลากเสียงยาว ฟังยังไงก็ไม่เหมือนขอบคุณจากใจจริงสักเท่าไร
ถังอี้ไม่คิดถือสา เพียงถามเรียบ ๆ ว่า “งานวิเคราะห์ตัวละครเรื่องคนในหมอกเขียนเสร็จหรือยัง?”
สวี่จินอันเงียบกริบทันที
ปลายสายเงียบไปครึ่งวินาที ถังอี้เหมือนรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องมีปฏิกิริยาแบบนี้ จึงพูดต่อว่า “ห้าเหตุการณ์ที่เสิ่นอู่กับเสิ่นเวยเคยผ่านมาด้วยกัน ผู้กำกับเฉินให้พวกเธอไปเติมรายละเอียดกันเองก่อนหน้านี้นะ ลืมปัญหาที่เกิดตอนอ่านบทด้วยกันฉากพี่น้องกลับมาพบกันครั้งก่อนไปแล้วหรือไง?”
“ไม่ลืม”
สวี่จินอันรีบแก้ต่างให้ตัวเอง “ฉันส่งไปแล้ว”
“งั้นก็ดี”
น้ำเสียงของถังอี้หลุดจากอารมณ์หยอกล้อเมื่อครู่ กลับมาเข้าเรื่องงานอย่างจริงจัง
“ตั้งแต่สัปดาห์นี้จะเริ่มซ้อมเข้าคู่ฉากสำคัญ ช่วงบ่ายวันนี้ตรงไปที่สตูดิโอเลย ผู้กำกับเฉินกับเหลียงซือเยว่จะมาด้วย ฉากพี่น้องช่วงหลังต้องถ่ายต่อเนื่องกัน ฝ่ายกล้องก็จะปรับตำแหน่งกับมุมกล้องใหม่ตามการซ้อมของพวกเธอ”
สวี่จินอันก้มหน้า ใช้ช้อนคนซุปในชามช้า ๆ
ความคิดที่ยังวนเวียนอยู่กับหูโจว มื้ออาหารเมื่อคืน และห้องส่งของสถานีโทรทัศน์ ค่อย ๆ ถูกชื่อคุ้นหูเหล่านี้ดึงกลับไปสู่อีกโลกหนึ่ง
เสิ่นอู่ เสิ่นเวย อพาร์ตเมนต์เก่า
และพี่สาวที่หายตัวไปทั้งปี ก่อนจะจู่ ๆ กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าน้องสาวอีกครั้ง
เธอทำเครื่องหมายเส้นเรื่องของตัวละครนี้ในสคริปต์ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้ว โพสต์อิทหลากสีโผล่พ้นขอบหน้ากระดาษออกมาเป็นแถบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่เสิ่นอู่จากไป เหตุผลที่กลับมา หรือความรู้สึกที่ควรมีเมื่อเผชิญหน้ากับน้องสาว เธอกับเฉินอิ้งชิวคุยกันมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ยังรู้สึกว่าขาดอะไรไปอีกนิด
บางทีอาจไม่ใช่เพราะคำตอบยังไม่ครบถ้วน
แต่เป็นเพราะเธอยังไม่ได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นจริง ๆ
คิดถึงตรงนี้ สวี่จินอันที่เดิมเอนหลังอย่างเกียจคร้านก็ค่อย ๆ นั่งตัวตรงขึ้น
