เสียงหัวเราะแผ่วเบาของเสิ่นซิวเหนียนลอยตามลมมาเข้าหูเจียงถัง
“ยังหัวเราะอีก!” เจียงถังส่งเสียงฮึอย่างขัดเขิน
“อืม ถ้าอย่างนั้นจะเอาอย่างไรดี” เสิ่นซิวเหนียนแสร้งทำเป็นจนใจ “พอฉันเห็นถังถัง ก็อดยิ้มไม่ได้จริง ๆ”
หน้าเจียงถังแดงอีกแล้ว
เธอยื่นมือไปบีบเอวเสิ่นซิวเหนียน
เสิ่นซิวเหนียนแกว่งจักรยานนิดหนึ่ง เจียงถังร้อง ‘อา’ ทีหนึ่ง แล้วกอดเขาแน่นทันที
รอยยิ้มในแววตาเสิ่นซิวเหนียนลึกขึ้น
เจียงถังทนสายตาที่เพื่อน ๆ มองพวกเขาไม่ไหวแล้ว เธอจะอายตายอยู่แล้ว
เธออดถามไม่ได้ “เสิ่นซิวเหนียน ทำไมนายไม่ขับรถมาล่ะ”
“ระหว่างทางเพื่อนร่วมชั้นเยอะเกินไป ขี่จักรยานสะดวกกว่า”
“แต่เพื่อน ๆ พากันมองเราตั้งหลายคน” เจียงถังหน้าแดง
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเขาไม่ได้มุ่งร้ายอะไร”
เขาตั้งใจขี่จักรยานมา เขาก็แค่อยากให้เพื่อน ๆ เห็น
ถ้าให้ทุกคนได้เห็นก็ยิ่งดี
เจียงถังซบหน้าลงบนแผ่นหลังของเสิ่นซิวเหนียน พอขี่ออกจากคณะศิลปกรรม เพื่อนระหว่างทางก็น้อยลงมาก เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วเริ่มดื่มด่ำกับช่วงเวลาสบาย ๆ นี้
พื้นที่สีเขียวของมหาวิทยาลัยดีนั้นดีงาม ต้นไม้สูงใหญ่ กิ่งก้านใบดกหนา บนถนนล้วนเป็นร่มเงา ไม่โดนแดด สบายมาก
เจียงถังยื่นมือไปหยิก ๆ พวงกุญแจก้อนเมฆบนกระเป๋าของเสิ่นซิวเหนียน
ตอนแรกเธอคิดว่า เสิ่นซิวเหนียนอาจจะใช้มันเป็นที่ห้อยรถ
นึกไม่ถึงว่าเสิ่นซิวเหนียนจะห้อยบนกระเป๋าไปเลย
เจียงถังมีความสุขแบบซ่อนเร้น นี่มันเหมือนการประกาศ ว่าเสิ่นซิวเหนียนเป็นของเธอ
เธอพูดคุยกับเสิ่นซิวเหนียนอย่างสบายใจ
คณะศิลปกรรมอยู่ไกลจากคณะฟิสิกส์มาก แต่เจียงถังกลับรู้สึกว่า ถึงเร็วจังเลยนะ
