“พูดอย่างนั้นได้อย่างไร ฉันไปยืนอยู่ข้างตระกูลหลิวตั้งแต่เมื่อไรกัน แค่บอกว่าพวกเรามีธุรกิจติดต่อกับพวกเขาอยู่บ้าง เลยค่อนข้างคุ้นเคยกันเท่านั้นเอง”
“อีกอย่าง ฉันก็ไม่กล้าไปตีสนิทกับจวนผู้บัญชาการทหารหรอก! ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะหาว่าฉันพยายามยกระดับตัวเองขึ้นไปหรือไง” คุณท่านจางพูดหยอกพลางยิ้ม
คุณท่านซืออาวุโสยิ้มบาง ๆ “ตอนนี้เมืองเป่ยหยางดูเหมือนจะสงบ แต่ความจริงกำลังอยู่ท่ามกลางมรสุม ทุกคนมีแต่ต้องสามัคคีกัน ถึงจะอยู่ดีได้”
“คำพูดของคุณฉันเห็นด้วย แต่ฉันไม่คิดจริง ๆ ว่าตระกูลหลิวจะซ่อนเสบียงไว้มากมายขนาดนี้” คุณท่านเชียนถอนใจ
“นั่นสิ ถ้าไม่ใช่เพราะเสบียงบ้านพวกเขาขึ้นรา พวกเราก็คงไม่รู้” คุณท่านจางเบะปาก
คุณท่านเชียนกล่าวว่า “ฉันจะบอกให้ ก่อนหน้านี้พวกเราอยากซื้อเสบียงจากบ้านพวกเขา พวกเขากลับบอกว่าปีนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่ดี ไม่มีเสบียงเหลือเก็บมากนัก”
“บ้านฉันก็อยากซื้อจากพวกเขาสักหน่อย เอาไปส่งที่อื่น แต่พวกเขากลับยืนกรานว่าไม่มี” คุณท่านจางเองก็โมโหอยู่ไม่น้อย
คุณท่านซืออาวุโสไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งฟังพวกเธอสองคนพูดกันคนละประโยคอย่างเงียบ ๆ
“แต่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ครั้งนี้ตระกูลหลิวคงเสียหายหนัก เสบียงทั้งหมดก็หมดไปแล้ว ยังไงก็ต้องชดใช้จนทรัพย์สินหายไปกว่าครึ่ง”
คุณท่านจางพูดพลางหันไปมองคุณท่านซืออาวุโส
“อูฐที่ผอมจนใกล้ตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า พวกคุณไม่ต้องห่วงหรอก ตระกูลหลิวไม่ได้ทำมาหากินด้วยการขายเสบียงเพียงอย่างเดียว” คุณท่านซืออาวุโสยิ้มบาง ๆ พลางจิบชา
