“ฉันไม่แต่ง! ชาตินี้ฉันจะแต่งกับเฉินเทาเท่านั้น!”
จางอวี้เหมยลุกพรวดขึ้นยืน แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้น ไม่มีท่าทีจะยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย
จากนั้นเธอก็หันไปมองจางเป่าจู้ผู้เป็นพ่อ ซึ่งนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ ด้วยความหวังว่าเขาจะช่วยพูดให้ความเป็นธรรมกับเธอสักคำ “พ่อ พูดอะไรบ้างสิ!”
แต่จางเป่าจู้กลับก้มหน้าต่ำกว่าเดิม มือทั้งสองขยำชายเสื้ออย่างเก้อเขิน อ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะเค้นคำพูดไร้ประโยชน์ออกมาได้ประโยคหนึ่ง “อวี้เหมย แม่เขาก็ทำไปเพราะหวังดีกับลูก...”
อวี้เหมยแค่นหัวเราะในใจ พ่อของเธอเป็นคนกระดูกอ่อนมาตลอดชีวิต กลัวเมียมาตั้งแต่เกิด ต่อหน้าหลิวเจาเถียไม่เคยกล้าพูดคำว่าไม่สักครึ่งคำ
หวังให้จางเป่าจู้คัดค้านหลิวเจาเถียก็ไม่ต่างอะไรกับเพ้อฝัน!
แต่...จางเป่าจู้ที่กลัวเมียถึงเพียงนั้น กลับกล้าไปมีสัมพันธ์ลับ ๆ กับแม่ม่ายเฉียนได้อย่างไรนะ?
เรื่องนี้ทำให้จางอวี้เหมยได้แต่ทอดถอนใจ
...
อีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นว่าจางเป่าจู้ไม่กล้าปริปาก หลิวเจาเถียก็ยิ่งได้ใจ เธอเท้าเอว น้ำเสียงแข็งกร้าวจนไม่มีช่องให้คัดค้าน “ฉันตัดสินใจเรื่องแต่งงานนี้แล้ว! ยังไงก็ต้องแต่ง! แถมฉันกับน้าสะใภ้ของลูกยังไปดูตัวด้วยกันเอง หนุ่มคนนั้นนิสัยซื่อตรง ครอบครัวก็มั่นคง ดีกว่าเฉินเทาคนไม่เอาไหนนั่นตั้งร้อยเท่า!”
“น้าสะใภ้เหรอ? หูชุนเซียงไปดูตัวกับแม่หรือ?”
ดวงตาจางอวี้เหมยเย็นเยียบขึ้น พลันเข้าใจทุกอย่าง ที่แท้แม่ก็ยืนกรานจะจัดการดูตัวให้เธออย่างกะทันหันเพราะหูชุนเซียงคอยยุแยงและเป็นแม่สื่ออยู่เบื้องหลังนี่เอง!
ความโกรธพลุ่งขึ้นถึงขีดสุด อวี้เหมยสั่นไปทั้งตัวด้วยความโมโห น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงแฝงคมประชด “ที่แท้ก็เป็นนางนี่เอง! ถ้าอย่างนั้นฉันยิ่งไม่แต่งกับคนบ้านนั้น!”
หลิวเจาเถีย: “เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต่อรอง!”
จางอวี้เหมย: “ทำไมจะต่อรองไม่ได้? งั้นก็ให้หูชุนเซียงหย่ากับน้าชาย แล้วแต่งเข้าไปแทนฉันสิ! เหอะ ยังจะบอกว่าไม่มีอะไรให้ต่อรองอีก!”
คำพูดของเธอทั้งห้วนทั้งแรง จนหลิวเจาเถียแทบหน้ามืด
“นังเด็กบ้า! ยิ่งโตยิ่งกำเริบเสิบสาน! แกจะทำให้ฉันโมโหตายหรือไง!”
หลิวเจาเถียกุมอก ตัวสั่นเทาด้วยความโมโห ชี้หน้าจางอวี้เหมยอยู่นาน แต่พูดประโยคให้จบไม่ได้สักคำ
จางอวี้เหมยคร้านจะเถียงต่อ พูดไปก็ไร้ประโยชน์
ในบ้านเป็นอย่างนี้มาตลอด แม่เอาแต่ใจและชอบบงการ ส่วนพ่อก็ขี้ขลาดไร้ความสามารถ ไม่มีใครใส่ใจความคิดของเธออย่างจริงจังเลยสักคน
เธอหันหลังเดินกลับเข้าห้องด้วยสีหน้าบึ้งตึง ปิดประตูแล้วล้มตัวลงนอน
ในใจอวี้เหมยเต็มไปด้วยความน้อยใจและความดื้อดึง เธอปักใจเลือกเฉินเทาแล้ว ชาตินี้ก็จะแต่งกับเขาคนเดียวเท่านั้น
เช้าตรู่วันต่อมา ท้องฟ้ายังสลัว จางอวี้เหมยก็ลุกจากเตียงพร้อมไฟโกรธที่สุมอยู่เต็มอก
เธอล้างหน้าล้างตาอย่างลวก ๆ แล้วก้าวออกจากบ้านทันที
“จะไปไหน?” หลิวเจาเถียเห็นเข้าก็รีบเข้ามาขวาง แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
จางอวี้เหมยไม่สนใจเธอสักนิด ยังคงก้าวเดินต่อไป มุ่งหน้าไปยังบ้านน้าชาย
หลิวเจาเถียร้อนรนขึ้นมาทันที รีบตามไปคว้าแขนลูกสาวไว้ “หยุดนะ! ไปบ้านน้าชายทำไม?”
เธอรู้จักนิสัยลูกสาวดี ดื้อรั้นจนวัวเก้าตัวก็ลากกลับมาไม่ได้ ไปคราวนี้ต้องก่อเรื่องแน่
จางอวี้เหมยสะบัดมือแม่ออกอย่างแรง แล้วหันไปมองกระบองไม้ท่อนใหญ่ที่พิงอยู่ตรงมุมกำแพง ก่อนคว้ามันมาไว้ในมือ แววตาคมกริบ
“ฉันจะไปทวงเงิน! ถ้าวันนี้ไม่คืนเงินฉัน ฉันจะทุบบ้านน้าให้พังยับเยิน!”
เสียงเอะอะยามเช้าตรู่ทำให้เพื่อนบ้านทั้งสองฝั่งแตกตื่น ชาวบ้านหลายคนเปิดประตูออกมาดูเรื่องสนุก แล้วมายืนกระซิบกระซาบกันอยู่ข้าง ๆ
เมื่อถูกคนมากมายจับจ้อง ใบหน้าหลิวเจาเถียก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย ทั้งโกรธทั้งลนลาน
เธอเป็นคนรักหน้าตาอย่างยิ่ง จะกล้าปล่อยให้ลูกสาวไปอาละวาดที่บ้านน้องชายจริง ๆ ได้อย่างไร ถ้าเรื่องแพร่ออกไป ทั้งหมู่บ้านคงหัวเราะเยาะเธอ
เมื่อเห็นจางอวี้เหมยกำกระบองแน่น สีหน้ามุ่งมั่นไม่ยอมถอย หลิวเจาเถียก็ยอมแพ้ในที่สุด
น้ำเสียงของหลิวเจาเถียอ่อนลงทันควัน ฝืนทำเสียงเกลี้ยกล่อมออกมา “อวี้เหมย อย่าก่อเรื่องเลย รีบวางกระบองลง! แม่ให้เงินลูกก็ได้ ตกลงไหม?”
เธออ้อยอิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ค้นหาอยู่นานกว่าจะออกมาพร้อมธนบัตรยับ ๆ ปึกหนึ่ง ก่อนกัดฟันยื่นให้จางอวี้เหมย
“นี่ 120 หยวน เอาไปก่อน”
จางอวี้เหมยนับเงินอย่างรวดเร็ว หัวใจเย็นเยียบลง
ก่อนหน้านี้แม่เอาไป 800 พ่อเอาไปอีก 400 กว่า รวมแล้วขาดไปตั้ง 1,200 หยวน แต่ตอนนี้กลับได้เงินคืนมาแค่ 120 หยวน!
แต่เธอก็รู้ดีว่าถ้าก่อเรื่องต่อ แม่จะยิ่งแตกหักกับเธอ ตอนนี้ได้เงินคืนมาบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย
จางอวี้เหมยเก็บเงินไว้ แล้วจึงโยนกระบองในมือลง
หลิวเจาเถียมองจางอวี้เหมย แววตาฉายความเคียดแค้นวูบหนึ่ง พลางคิดคำนวณในใจ เด็กคนนี้ชักจะบ้าบิ่นขึ้นทุกที เฮ้อ คงรั้งไว้ไม่ได้แล้ว ต้องรีบให้แต่งออกไปเสีย จะได้ค่าสินสอดมาสักก้อน จะได้ไม่ต้องอยู่ก่อเรื่องที่บ้าน
*
ตลอดทั้งเช้า จางอวี้เหมยเฝ้าอยู่หน้าประตูบ้านเพื่อรอจางเป่าจู้ผู้เป็นพ่อ
เพราะเมื่อวานจางเป่าจู้รับปากว่าจะคืนเงิน 400 กว่าหยวนให้เธอวันนี้!
แต่เธอรอตั้งแต่เช้าตรู่จนเที่ยงวัน กว่าจะเห็นจางเป่าจู้เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมา
จางอวี้เหมยรีบก้าวเข้าไปหา “พ่อ เงินล่ะ?”
จางเป่าจู้หลบสายตา ไม่กล้ามองเธอ ก่อนตอบอ้อมแอ้ม “เฮ้อ วันนี้ดวงไม่ดี เล่นยังไงก็ไม่ได้เงิน...รออีกหน่อยนะ”
หัวใจจางอวี้เหมยเย็นชืดลงอย่างสิ้นเชิง เธอจ้องตาพ่อแล้วถามเสียงเบา “พ่อเอาเงินไปให้แม่ม่ายเฉียนหมดแล้วใช่ไหม ไม่ได้เสียพนันใช่หรือเปล่า?”
จางเป่าจู้ตัวแข็งทื่อ รีบโบกมือปฏิเสธ น้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองเพราะรู้สึกผิด “พูดเหลวไหลอะไร! เป็นเด็กผู้หญิงอย่าพูดจาเพ้อเจ้อไปเรื่อย! อีกสองสามวันพ่อจะคืนให้แน่ อย่าเพิ่งร้อนใจ!”
เมื่อเห็นพ่อปกปิดอย่างไร้ชั้นเชิง จางอวี้เหมยก็ได้แต่พูดไม่ออก
“งั้นก็รีบหน่อย ไม่อย่างนั้น...เรื่องพ่อกับแม่ม่ายเฉียน ฉันจะไปบอกแม่!”
ทิ้งคำขู่ไว้ประโยคหนึ่ง อวี้เหมยก็คร้านจะสนใจว่าจางเป่าจู้จะคิดอย่างไร แล้วเดินจากไปทันที
เพราะเลยเวลานัดพบกับเฉินเทามานานแล้ว!
ไม่รู้ว่าเฉินเทายังรอเธออยู่หรือเปล่า!
ไม่นานนัก จางอวี้เหมยก็มาถึงกองฟางแห่งหนึ่งหลังหมู่บ้าน
เธอวิ่งเหยาะ ๆ ไปตลอดทาง คอยชำเลืองมองซ้ายขวา พอแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา จึงรีบมุดเข้าไปในกองหญ้าแห้งที่ซ่อนอยู่หลังแนวป่า
“เทาจื่อ?”
เธอเรียกเสียงเบา ทันใดนั้น แขนแข็งแรงข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากด้านข้าง โอบเอวเธอไว้แน่น
ชายหนุ่มออกแรงอย่างหนัก ดึงร่างเธอล้มลงบนกองฟางนุ่ม ๆ ทันที
กลิ่นอายคุ้นเคยลอยเข้ามาปะทะ เป็นเฉินเทา
เขาก้มลงทาบทับ จุมพิตร้อนผ่าวประทับลงบนริมฝีปากเธอในทันที เต็มไปด้วยความปรารถนาอันเร่งร้อน
“อวี้เหมย พี่คิดถึงเธอมาก”
ลมหายใจร้อนระอุของชายหนุ่มรินรดข้างหู ชวนให้ร่างกายวูบวาบไปหมด
จางอวี้เหมยถูกเขาจูบจนตัวอ่อนระทวย ความกังวลและความน้อยใจทั้งหลายมลายหายไปในพริบตา เธอยกมือโอบรอบคอเขาเบา ๆ แล้วกระซิบตอบ “อืม ฉันก็คิดถึงพี่”
ขณะที่ทั้งสองจูบกัน มือของเฉินเทาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ลูบไล้ผ่านเอวเธออย่างแผ่วเบา...
ครู่หนึ่ง เฉินเทาก็ถามขึ้น “อวี้เหมย เรื่องเงินเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาจางอวี้เหมยก็ท่วมท้นด้วยความรู้สึกผิด ปลายจมูกพลันแสบร้อนขึ้นมาเล็กน้อย “เทาจื่อ ขอโทษนะ พ่อแม่เอาเงินของฉันไป ฉันทวงกลับมาได้แค่ 120 หยวน รวมกับเงินเก็บที่เหลือ ตอนนี้มีอยู่แค่ 340 หยวน”
พูดจบ อวี้เหมยก็หยิบเงินทั้งหมดในกระเป๋าออกมา แล้วยื่นให้เฉินเทาอย่างเรียบร้อย “มีแค่นี้เอง”
เฉินเทาก้มมองธนบัตรยับ ๆ ปึกบาง แววตาฉายความผิดหวังวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเก็บซ่อนเอาไว้
เขาไม่ได้รับเงิน กลับแสร้งทำท่าใส่ใจแล้วดันมันคืนให้ พร้อมพูดเสียงอ่อนโยน “อวี้เหมย เก็บเงินนี้ไว้เองเถอะ แค่นี้ไม่พอใช้ลงทุน เอาไปก็ไม่มีประโยชน์”
เมื่อเห็นท่าทีเข้าอกเข้าใจของเทาจื่อ จางอวี้เหมยก็ยิ่งรู้สึกผิด เธอกัดริมฝีปากแล้วพูดเสียงเบา “เทาจื่อ ขอโทษนะ เป็นเพราะฉันไม่ได้เรื่องเอง รอฉันอีกหน่อยนะ ฉันจะไปยืมเงินจากเพื่อนผู้หญิงสักสองสามคน ฉันต้องหาเงินทุนก้อนแรกมาให้พี่ได้แน่”
เฉินเทามองเธอ แล้วถอนหายใจตามน้ำ น้ำเสียงแฝงความคาดหวัง “ถ้ายืมได้เพิ่มอีกหน่อยก็คงดี แต่ยืมเงินมาแล้ว อวี้เหมย ต่อไปเธอจะเอาอะไรไปคืนล่ะ?”
“ฉันมีวิธี! ฉันไปทำงานรับจ้างรายวันที่อำเภอได้ ฉันค่อย ๆ ใช้คืนก็ได้!” แววตาจางอวี้เหมยมุ่งมั่น ในใจมีแต่ความตั้งใจอยากช่วยให้เทาจื่อทำสิ่งที่หวังให้สำเร็จ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเทาก็โอบเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน แล้วปลอบเสียงเบา
จากนั้นทั้งสองก็นอนคุยกันอยู่บนกองฟาง
เทาจื่อเล่าให้เธอฟังถึงความคึกคักของกว่านเฉิง เรื่องแปลกใหม่ในเมือง และโอกาสทางการค้าที่มีอยู่ทุกหนแห่ง
อวี้เหมยเอนกายพิงอ้อมอกเขาเงียบ ๆ ฟังด้วยใจที่เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน ยิ่งตั้งตารอวันที่เทาจื่อจะพาเธอเข้าเมืองไปใช้ชีวิตสุขสบาย
“อวี้เหมย รอถึงหน้าร้อนปีนี้ พี่จะมารับเธอไปเที่ยวกว่านเฉิงสักเดือน ให้เธอได้เห็นว่าเมืองใหญ่เป็นยังไง” เฉินเทาให้คำสัญญาเสียงเบา วาดภาพอนาคตอันแสนอ่อนโยนให้เธอ
“อืม ได้เลย!”
หัวใจจางอวี้เหมยอบอุ่นขึ้นมา
จากนั้นเธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องหนักใจที่เก็บไว้ในใจออกมา “เทาจื่อ แม่จะจัดให้ฉันไปดูตัว บอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะให้ฉันแต่งงานแล้ว”
ร่างกายเฉินเทาพลันแข็งทื่อ เขาจ้องมองเธอเขม็ง น้ำเสียงแฝงการหยั่งเชิงเล็กน้อย “แล้วเธอล่ะ? คิดจะแต่งกับเขาหรือ?”
“จะเป็นไปได้ยังไง!” อวี้เหมยส่ายหน้าปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด แววตาจริงใจ “ชาตินี้ฉัน จางอวี้เหมย จะแต่งกับพี่เทาจื่อคนเดียว นอกจากพี่แล้ว ฉันไม่แต่งกับใครทั้งนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาเฉินเทาก็วูบไหวด้วยอารมณ์ซับซ้อน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่วินาทีถัดมา แววตาจะฉาบด้วยความปรารถนาจะครอบครองอย่างรุนแรง
จากนั้นเฉินเทาก็ก้มลงจูบริมฝีปากอวี้เหมยอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง
คราวนี้จูบของเขาไม่อ่อนโยนและยับยั้งอีกต่อไป หากเต็มไปด้วยการรุกเร้าอย่างดุดัน แตกต่างจากการดูดดื่มแผ่วเบาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ลมหายใจร้อนผ่าวโอบล้อมอวี้เหมยไว้ทั้งตัว
ในเวลาเดียวกัน มือของชายหนุ่มกลับเริ่มปลดเสื้อผ้าของเธอ...
อวี้เหมยชะงัก ความหวั่นไหวและตื่นเต้นแปลกใหม่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้เธอตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัว
เธอเผลอกำหญ้าแห้งใต้ร่างแน่น เสียงสั่นเล็กน้อย “เทาจื่อ...”
เฉินเทาแนบหน้าผากกับเธอ ลมหายใจร้อนระอุเต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า เขาเอ่ยเสียงต่ำว่า
“อวี้เหมย พี่ต้องการเธอ”
