ชีวิตของจางอวี้เหมย สาวบ้านนอก

ตอนที่ 4 ชีวิตของอวี้เหมย สาวบ้านนอก

5 นาที· 1.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

“ได้ แต่ฉันกลัวนิดหน่อย!”

เมื่อถูกเฉินเทากดทับอยู่เช่นนี้ ร่างของจางอวี้เหมยเกร็งไปหมด ความหวาดหวั่นและเขินอายเอ่อล้นขึ้นในใจ เธอเผลอกำฟางแห้งใต้ตัวแน่น

เฉินเทาสังเกตเห็นว่าเธอเกร็ง จึงผ่อนการเคลื่อนไหวลง แล้วแนบปากกระซิบปลอบข้างหู “ไม่ต้องกลัวนะ อวี้เหมย เรื่องแบบนี้ผู้หญิงทุกคนต้องผ่าน ฉันจะอ่อนโยนกับเธอ”

ได้ยินดังนั้น ความหวั่นใจในอกอวี้เหมยก็ค่อย ๆ คลายลง เธอพยักหน้าเบา ๆ ทั้งที่ใบหน้าแดงซ่าน “อืม”

แต่...

ความอ่อนโยนอย่างที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้นทั้งหมด ความเจ็บแปลบที่จู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทำให้เธอแข็งค้างในทันที ขอบตาแดงเรื่อ... เจ็บจนตัวสั่นไปหมด

เสียงครางแผ่วเบาติดอยู่ในลำคอ เธอกัดริมฝีปากแน่น ไม่ส่งเสียงออกมาสักคำ

เฉินเทาโอบเธอไว้ แล้วปลอบเสียงเบา “เด็กดี อดทนอีกหน่อย เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว”

สายลมพัดยอดไม้ไหว และพัดพาความไร้เดียงสาบริสุทธิ์ครั้งสุดท้ายของหญิงสาวให้จางหายไป

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ทุกอย่างจึงกลับคืนสู่ความสงบ

เฉินเทาแนบหน้าผากกับเธอ เอ่ยถามเสียงเบา “เป็นยังไงบ้าง สบายไหม”

จางอวี้เหมยทั้งอายทั้งโมโห ความรู้สึกหลากหลายปะปนอยู่ในใจ เธออ้าปากงับไหล่เขาเบา ๆ หนึ่งที

หลังเสร็จธุระ เฉินเทาหยิบเงิน 340 หยวนที่เธอนำออกมาใส่กระเป๋าอย่างลวก ๆ จากนั้นยกมือจัดเสื้อผ้า พลางเอ่ยขึ้นเหมือนไม่ใส่ใจ “อวี้เหมย อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องกลับกว่านเฉิงแล้ว”

จางอวี้เหมยได้ยินแล้วชะงัก รีบยันตัวลุกขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “แต่ใกล้จะตรุษจีนแล้วนะ ทุกบ้านต่างรีบกลับบ้านกัน ทำไมคุณกลับจะเข้าเมืองล่ะ”

เฉินเทายิ้มอย่างภาคภูมิใจ น้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจ “มีเถ้าแก่ใหญ่ในเมืองเห็นแววฉัน เมื่อวานเขาโทรมาบอกว่าสินค้าล็อตหนึ่งในโรงงานขาดฉันไปไม่ได้ ให้ฉันกลับไปดูแลสักสองสามวัน เถ้าแก่ใหญ่ยังบอกด้วยว่า ช่วงตรุษจีนจะให้โบนัสปลายปีฉันเพิ่มอีก 5,000 หยวน!”

“5,000 หยวน?!”

จางอวี้เหมยตะลึงงัน ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

ต้องรู้ว่าในชนบทช่วงทศวรรษ 1990 ทำงานหนักกันทั้งปี ทั้งปลูกพืชและรับจ้าง หากเก็บเงินได้ 1,000 หยวนก็นับว่าดีมากแล้ว

เงิน 5,000 หยวนเป็นก้อนโตที่ต่อให้เธอก้มหน้าก้มตาทำงานหนักหลายปี ก็อาจหาไม่ได้!

ชั่วขณะนั้น เธอเชื่อสนิทใจแล้วว่าเฉินเทาประสบความสำเร็จจริง ๆ และเป็นผู้ชายที่จะพาเธอลืมตาอ้าปากได้

เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงและเชื่อถือของอวี้เหมย แววลังเลวูบผ่านดวงตาเฉินเทา ก่อนเขาจะทำเสียงเหมือนใส่ใจขึ้นมา “อวี้เหมย ถ้าเรื่องเงิน เธอยืมไม่ได้จริง ๆ ก็ช่างเถอะ ฉันไม่อยากทำให้เธอลำบากใจ”

คำพูดนี้กระทบใจที่รู้สึกผิดของจางอวี้เหมยเข้าอย่างจัง

เธอลุกนั่งตัวตรงทันที แววตาแน่วแน่ “ไม่ลำบากหรอก! รอฉันอีกสองวันนะ ฉันจะช่วยรวบรวมเงินทุนตั้งต้นให้ครบแน่นอน!”

เพื่อเขา เพื่ออนาคตของทั้งคู่ ต่อให้ต้องไปขอยืมเงินทีละบ้าน เธอก็เต็มใจ

เฉินเทายิ้มพอใจ ก้มลงจูบหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน แล้วลุกขึ้นแต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว

“ได้ งั้นฉันไปก่อน เธอค่อยกลับทีหลัง อย่าให้ใครเห็นเข้า เดี๋ยวจะโดนนินทา”

“อีกสองวัน เรามาเจอกันที่นี่!”

อวี้เหมยพยักหน้า “อืม!”

จากนั้นเฉินเทาก็แต่งตัวเสร็จ หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

จางอวี้เหมยนั่งสงบสติอารมณ์อยู่บนกองฟางพักหนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย

แต่ในตอนนั้นเอง หางตาของเธอก็เหลือบเห็นเงาคนหนึ่งยืนอยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบไม่ไกลนัก คล้ายกำลังแอบมองเธอ

“ใครน่ะ?”

จางอวี้เหมยใจเต้นวูบ ตะโกนถามเสียงเข้ม

แต่คนคนนั้นพอได้ยินเสียงก็รีบหนีไป พริบตาเดียวก็หายลับไปจากสายตา

จางอวี้เหมยใจคอไม่ดี ไม่กล้าอยู่ต่อ รีบก้มหน้าเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

แต่ทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้าน หลิวเจาเถียที่เฝ้าอยู่ในลานบ้านก็เงยหน้าขึ้นจ้องเธอ น้ำเสียงดุดัน “หายหัวไปไหนมาตลอดบ่าย?!”

เมื่อเห็นหลิวเจาเถียผู้เป็นแม่ จางอวี้เหมยก็อัดอั้นใจอยู่เหมือนกัน จึงสวนกลับทันที “ไม่ได้ไปไหน แม่ไม่ต้องมายุ่ง!”

ท่าทีของอวี้เหมยจุดโทสะหลิวเจาเถียขึ้นมาทันควัน

หลิวเจาเถียก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว เท้าเอวตวาด “ฉันเป็นแม่แกนะ! ทำไมฉันจะยุ่งไม่ได้? นังเด็กนี่ ปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม?”

จางอวี้เหมยเงยหน้าขึ้น แววตาเย็นชา ทุกคำแทงใจดำ “แม่ แม่ไม่ได้บอกเองเหรอว่าพอแก่ตัวไปจะให้หลานชายของแม่เลี้ยงดู? ถ้าเก่งจริง... ก็ไปจัดการหลานชายของแม่สิ อย่ามายุ่งกับฉัน!”

คำพูดนี้... ทำหลิวเจาเถียพูดไม่ออก โกรธจนกระทืบเท้าอยู่กับที่ ด่าพึมพำไม่หยุด แต่ละคำล้วนเป็นคำหยาบคายชาวบ้าน

จางอวี้เหมยชินกับความเผด็จการและปากร้ายของแม่มานานแล้ว จึงคร้านจะเถียง หันหลังเดินตรงกลับเข้าห้อง ปิดประตูกั้นเสียงทุกอย่าง

ไม่นาน เสียงด่าทอด้านนอกก็ค่อย ๆ เงียบลง

แต่แล้วหลิวเจาเถียก็เริ่มหันไปด่าจางเป่าจู้ผู้เป็นพ่ออยู่กลางลานบ้านอันว่างเปล่าอีกครั้ง

“ตาแก่นั่น! ทั้งวันไม่ยอมกลับบ้าน! นี่บ่ายสามแล้ว ยังไปตายอยู่ข้างนอก ไม่ยอมกลับมาอีก!”

ด่าอยู่พักใหญ่ หลิวเจาเถียก็เดินมาหยุดหน้าห้องของอวี้เหมย ยกมือเคาะประตูไม่หยุด น้ำเสียงแข็งกร้าว “อวี้เหมย! เปิดประตูให้ฉัน!”

จางอวี้เหมยถูกเสียงรบกวนจนรำคาญใจ จึงจำใจเปิดประตู “อะไรอีกล่ะ?”

“ไป! เรียกพ่อเฮงซวยของแกกลับมาให้ฉัน!” หลิวเจาเถียสั่งอย่างวางอำนาจ

จางอวี้เหมยปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด “ฉันไม่ว่าง แม่อยากไปก็ไปเองสิ”

หลิวเจาเถียถูกสวนจนอกแน่นไปด้วยโทสะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กัดฟันหันหลัง ตั้งใจจะไปตามคนที่นากระจับด้วยตัวเอง

เมื่อเห็นแผ่นหลังของแม่ จางอวี้เหมยพลันนึกอะไรขึ้นมาได้

เธอนึกถึงเรื่องของจางเป่าจู้ผู้เป็นพ่อกับแม่ม่ายเฉียนเมื่อวาน...

ไม่ได้ จะปล่อยให้หลิวเจาเถียไปไม่ได้!

“ช่างเถอะ ฉันไปเอง”

จางอวี้เหมยจึงเอ่ยเรียกหลิวเจาเถียไว้

หลิวเจาเถียชะงักไป สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ทำไมล่ะ? เปลี่ยนใจยอมไปแล้วหรือ?”

“เพราะอยู่บ้านแล้วรำคาญแม่!” จางอวี้เหมยไม่สนใจสีหน้าของอีกฝ่าย ก้าวเท้าเดินตรงไปยังนากระจับทางตะวันตกของหมู่บ้าน

คราวนี้เธอไม่ส่งเสียง และจงใจย่างเท้าให้เบาลง เดินอ้อมไปตามทางเล็กอีกสาย ค่อย ๆ เข้าใกล้... อาศัยเนินดินกับพุ่มไม้บังสายตา คืบคลานไปยังที่สูงบนทางลาดทีละนิด

ส่วนอีกฟากของทางลาด มีเสียง “พิเศษ” ดังแว่วมาเป็นระลอกไม่ขาดสาย

อวี้เหมยสงสัย เธอกลั้นหายใจ แอบชะโงกหน้ามองลงไป...

สิ่งที่เห็นคือจางเป่าจู้ผู้เป็นพ่อกำลังพัวพันอยู่กับแม่ม่ายเฉียนผู้มีเสน่ห์เย้ายวน ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ท่วงท่าและการกระทำชวนให้ดูไม่ได้...

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป