สวี่จาวจาวตื่นขึ้นมาท่ามกลางสัมผัสอันอบอุ่น
เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาจนแทบสะกดสายตาของเสิ่นจี้ที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม
เขานอนคว่ำอยู่ข้างเตียง จ้องเธอไม่กะพริบตา พอเห็นว่าเธอตื่นแล้ว ดวงตาดำขลับคู่นั้นก็เป็นประกายเจิดจ้าราวดวงดาวบนท้องฟ้า
“จาวจาว”
สวี่จาวจาวยังไม่ค่อยได้สติ จึงส่งเสียง “อืม” ตอบกลับไปอย่างงัวเงีย
เสิ่นจี้เห็นเธอตอบรับก็ยิ่งยิ้มกว้าง ราวกับลูกหมาที่ได้รับรางวัล เขาค่อย ๆ ใช้แก้มถูหลังมือเธออย่างระมัดระวัง
แก้มของเขาอุ่นระอุ ท่าทางอ่อนโยน แถมยังรู้จักใช้แก้มด้านที่สะอาดมาถู กลัวเหลือเกินว่าจะทำมือของจาวจาวสกปรก
“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”
ความปวดเมื่อยตามร่างกายทุเลาลงไปมากแล้ว เหลือเพียงตรงหน้าผากที่กระแทกยังปวดตุบ ๆ อยู่บ้าง
ตอนนั้นเอง ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง โจวจินฮวารีบร้อนพรวดพราดเข้ามา
พอเข้ามา เธอก็เห็นเสิ่นจี้นอนคว่ำอยู่ตรงหน้าลูกสาว คิ้วพลันตั้งชันขึ้นมาทันที
แม้จาวจาวจะอธิบายให้เธอฟังชัดเจนแล้ว แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
ในสายตาของเธอ ลูกสาวเป็นดอกตูมที่ต้องทะนุถนอมอย่างดี ส่วนเสิ่นจี้น่ะหรือ ยังไงก็ต้องเป็นหมาป่าหิวโซแน่ ๆ!
ถ้าเกิดเขาคาบลูกสาวเธอหนีไปจะทำยังไง! ชีวิตที่เหลือของลูกสาวจะยังมีความสุขได้หรือเปล่า?
“คุณหลบไปหน่อย” โจวจินฮวาไม่กลัวเสิ่นจี้ เธอก้าวเข้าไปไม่กี่ก้าวแล้วเบียดเขาออกไปอย่างไม่เกรงใจ “ลูก รู้สึกยังไงบ้าง? ยังเวียนหัวอยู่ไหม? ถ้าไม่สบายก็บอกแม่นะ”
โจวจินฮวาพูดพลางยื่นมือไปแตะหน้าผากลูกสาว ลองวัดอุณหภูมิดูแล้วจึงค่อยโล่งใจ