สวี่จาวจาวโกรธจนหัวเราะออกมา
เธอไม่เคยเจอพนักงานขายที่ดูถูกคนจากภายนอกแบบนี้มาก่อน
ต่อให้ถอยไปคิดอีกหมื่นก้าว สมมติว่าเธอซื้อไม่ไหว แล้วแค่มองดูไม่ได้หรือไง? อีกอย่างก็เป็นแค่พนักงานขายเสื้อผ้า มีอะไรให้ภูมิใจนักหนา
ถ้าตัวเองยังซื้อไม่ไหว แล้วคิดว่าเธอจะซื้อไหวหรือไง?
“คิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญนักหรือไง ร้านสหกรณ์เป็นของรัฐ เป็นสถานที่จัดหาสิ่งของจำเป็นให้ประชาชน ไม่ใช่ร้านที่บ้านคุณเปิด! คุณเป็นแค่พนักงานขาย รับเงินเดือนจากรัฐ แต่กลับปฏิบัติต่อประชาชนแบบนี้หรือ? ฉันอยากถามจริง ๆ ว่ากฎแบบนี้มาจากไหน?”
“บอกชื่อคุณมา ฉันจะร้องเรียนคุณ!”
พนักงานขายถูกสวนจนหน้าซีดไปชั่วขณะ ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ไม่คิดเลยว่าสวี่จาวจาวที่ดูอ่อนหวานบอบบางจะปากคอเราะร้ายขนาดนี้
คนที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นตามไปด้วย
“ผู้หญิงคนนี้พูดถูกนะ...”
“นั่นสิ พนักงานขายคนนี้ปกติก็วางท่าข่มคน ชอบเลือกปฏิบัติกับลูกค้าอยู่แล้ว”
“คราวก่อนฉันไปซื้อเสื้อผ้า หล่อนยังหาว่าฉันจับจนเสื้อเสียหายเลย ฉันอยากถามจริง ๆ ว่าแค่จับเสื้อแล้วมันจะเสียหายได้ยังไง?”
“พอพูดแบบนี้ฉันก็นึกออกแล้ว คราวก่อนฉันแค่ดูเสื้อหลายตัวหน่อย หล่อนก็กลอกตาใส่ฉันเลย”
พนักงานขายได้ยินเสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็ยิ่งหน้าเสีย โกรธจนทั้งอับอายทั้งฉุนเฉียว ก่อนจะโบกมือไล่ “แยกย้ายกันไปได้แล้ว! มองอะไรกัน! ถ้าไม่ซื้อของก็ออกไป!”
“ถ้าอยากซื้อของจริง ๆ ก็เอาเงินออกมาสิ”
“ถ้าคุณเอาเงินสิบหยวนออกมาได้ ฉันจะขายเสื้อให้เดี๋ยวนี้เลย”
หล่อนมั่นใจว่าสวี่จาวจาวไม่มีเงิน
สวี่จาวจาวหัวเราะเยาะ “ไปเรียกผู้จัดการของพวกคุณมา”
ต่อให้เธอมีเงิน เธอก็ไม่มีทางซื้อเสื้อผ้าจากพนักงานขายคนนี้เด็ดขาด
“ผู้จัดการของฉันไม่อยู่ที่นี่ วันนี้ฉันเป็นคนตัดสินใจ! รีบไปซะ ไม่งั้นฉันจะเรียกคนมา!”