ปีจิ่งผิงที่สิบ วันที่สองของเทศกาลตรุษจีน
เช้าวันนี้เอง เฉินฉางอานทะลวงเส้นลมปราณอีกครึ่งหนึ่งของเส้นลมปราณปอดไท่หยินมือได้สำเร็จ พลังภายในจึงไหลเวียนระหว่างแขนทั้งสองข้างได้อย่างคล่องแคล่วไร้อุปสรรค
ความก้าวหน้าในวรยุทธ์ทำให้เขายินดียิ่งกว่าวันที่ได้รับบรรดาศักดิ์ในวันแรกของตรุษเสียอีก
ตามที่ชิงซวงบอก หากตอนแรกเขาฝึกฝ่ามือทลายศิลาในวิชาทำลายทัพ มิใช่ฝีเท้าเหาะเมฆ และทะลวงเส้นลมปราณที่ขาเสียก่อน ป่านนี้เขาคงเริ่มฝึกเหินเวหาได้แล้ว
เรื่องนี้เฉินฉางอานกลับมิได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างใด
เลือกต่างกัน ผลลัพธ์ย่อมต่างกัน
หากเขาเรียนฝีเท้าเหาะเมฆก่อน เวลาใช้หลบหนีอาจรวดเร็วขึ้นบ้าง แต่ก็ยังเร็วไม่เท่านักฆ่าจากแคว้นเยียนผู้นั้น
เพราะเขาเรียนฝ่ามือทลายศิลา ซึ่งช่วยเสริมพลังโจมตีก่อน จึงถ่วงเวลาอีกฝ่ายไว้ได้ชั่วครู่ จนทหารองครักษ์ลับที่คอยคุ้มกันเขามาถึง มิฉะนั้น ปีใหม่นี้เขาอาจไม่มีโอกาสได้ฉลองก็เป็นได้
วันนี้เป็นวันที่สองของเทศกาลตรุษ ชิงซวงกับแม่นางเจาเยวี่ยต่างไม่อยู่
ตามธรรมเนียมของต้าหนิง วันที่สองของเทศกาลตรุษ ผู้คนจะเริ่มไปเยี่ยมเยียนญาติมิตร อวยพรปีใหม่
เฉินฉางอานในโลกนี้ไม่มีญาติคนสำคัญ มารดาของเขาเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของครอบครัว หลังจากนางป่วยตายได้ไม่นาน ผู้เฒ่าทั้งสองก็ตรอมใจจนสิ้นใจตาม ทำให้เฉินฉางอานไม่เหลือญาติทางฝ่ายมารดา
เฉินเหวินหย่วนก็สืบทอดสายตระกูลเพียงคนเดียวเช่นกัน บิดามารดาของเขาล่วงลับไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เหลือเพียงญาติห่าง ๆ ไม่กี่คน ย่อมไม่ถึงคราวที่เฉินฉางอานต้องไปมาหาสู่
หากจะกล่าวถึงผู้ที่พอมีความเกี่ยวข้องกับเขาอยู่บ้าง ก็คงเป็นตระกูลจ้าว
แม้ฮูหยินจ้าวจะเป็นเพียงแม่เลี้ยงของเขา แต่ตามหลักกตัญญูของต้าหนิง แม่เลี้ยงก็คือมารดา เฉินฉางอานไปอวยพรปีใหม่ให้นางที่ตระกูลจ้าว ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เขาครุ่นคิดว่าจะไปดีหรือไม่ แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ล้มเลิกความคิดเสีย...
