ปราชญ์ใหญ่หลินเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปใกล้ สายตาจับจ้องไปยังกระดาษคำตอบ
เขากวาดตามองบทเปิดตามความเคยชิน
วิญญูชนกล่าวว่า การศึกษาย่อมไม่มีที่สิ้นสุด...
วิญญูชนกล่าวว่า การศึกษาย่อมไม่มีที่สิ้นสุด บทเปิดเช่นนี้นับว่ามั่นคง ทว่าไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเป็นพิเศษ
แต่เมื่ออ่านถึง “สีครามนั้นสกัดจากต้นคราม กลับเขียวครามยิ่งกว่าต้นคราม น้ำแข็งเกิดจากน้ำ กลับเย็นยิ่งกว่าน้ำ” คิ้วของเขาก็ขยับเล็กน้อย ร่างกายโน้มไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว สายตาค่อย ๆ หยุดนิ่ง
จากสองประโยคนี้ เขากลับมองเห็นปรัชญาลึกซึ้ง
ผู้ใดก็ตาม หากมุ่งมั่นศึกษา ย่อมก้าวหน้าได้ ตัวเราในวันนี้ย่อมเหนือกว่าตัวเราในวันวาน ศิษย์ก็อาจเหนือกว่าอาจารย์ได้เช่นกัน
ผู้เข้าสอบใช้คำเปรียบเปรยอันยอดเยี่ยมทั้งสองนี้ บรรลุจุดประสงค์ของบทเชิญชวนสู่การศึกษา ส่วนการจะก้าวล้ำต้นคราม หรือเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งได้นั้น จำต้องศึกษาเล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ “การศึกษาย่อมไม่มีที่สิ้นสุด” ซึ่งยังรับกับประโยคแรกของบทความอีกด้วย
“ข้าเคยครุ่นคิดทั้งวัน ยังสู้เรียนรู้เพียงชั่วครู่มิได้...วิญญูชนถือกำเนิดมาไม่ได้แตกต่างจากผู้อื่น หากแต่รู้จักอาศัยสิ่งภายนอกให้เป็นประโยชน์”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ปราชญ์ใหญ่หลินอ้าปาก อยากเอ่ยบางอย่าง ทว่ากลับพูดอะไรไม่ออก
“สะสมดินเป็นภูเขา ลมฝนย่อมบังเกิด สะสมน้ำเป็นหุบเหวลึก มังกรย่อมถือกำเนิด...หากไม่สะสมก้าวเล็ก ๆ ย่อมไปไม่ถึงพันลี้ หากไม่สะสมลำธารเล็ก ๆ ย่อมมิอาจกลายเป็นแม่น้ำมหาสมุทร”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ลมหายใจของเขาก็หอบถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปราชญ์ใหญ่จ้าวที่อยู่ข้างกายเอียงตัว โน้มศีรษะเข้าไปใกล้อย่างอดมิได้ แทบจะแนบไหล่ปราชญ์ใหญ่หลิน ก่อนพึมพำเสียงเบาว่า “แกะสลักแล้วหยุด ไม้ผุก็มิอาจสลักให้สำเร็จ แกะสลักไม่หยุด แม้แต่โลหะและหินก็ยังสลักได้...”
หลังอ่านจบ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเฒ่าคู่นั้นเปล่งประกายผิดธรรมดา ก่อนพึมพำว่า “ถึงกับมีบทความมหัศจรรย์เช่นนี้ด้วยหรือ...”
ปราชญ์ใหญ่อีกสองท่านก็จ้องกระดาษคำตอบแผ่นนี้เขม็ง ลมหายใจยิ่งหอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
