คืนนี้สายลมยามวิกาลพัดกระหน่ำอย่างไร้ปรานี กลบเสียงสะอื้นที่ดังแว่วมาจากในห้อง เปลวเทียนที่ระยิบระยับนั้นส่องสว่างจวบจันทร์ครึ่งคืนจึงมอดดับลง
รุ่งขึ้นยามเมื่อระกาขึ้น
ชิงหลันถูกเสียงของเฉินเหยียนฮุยที่ลุกจากที่นอนรบกวนจนตื่น นางยังไม่ทันได้ฟื้นจากความง่วง ร่างก็เอนขึ้นโดยสัญชาตญาณ เตรียมจะลุกไปรับใช้ท่านชายใหญ่ในการชำระร่างแต่งกาย
แต่มือที่ทอดข้ามมาได้กางกั้นไว้ตรงหน้านาง
ขัดขวางมิให้ลุกจากเตียง
“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
เปลวเทียนคืนวานถูกจุดขึ้นใหม่ เหลืออยู่เพียงเสี้ยวสั้น ๆ ประดุจจะมอดดับลงเมื่อไรก็ได้ ทำให้แสงในห้องมัวหมองริบหรี่ บุรุษยืนกางกั้นอยู่ตรงหน้า บังแสงเทียนที่ส่องมาทั้งหมด ยิ่งเน้นให้ร่างสูงใหญ่ของเขาดูคำรณคำรานัก
ชิงหลันไตร่ตรองเพียงแวบเดียว ก็เบ้ปากเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นอย่างอ้อนออด
“ขา...เจ็บ”
“เจ็บก็พักเสีย”
“แต่บ่าวปรารถนาจะรับใช้ท่าน”
เฉินเหยียนฮุยกล่าวว่า “ไม่ต้องการบ่าวรับใช้”
เขาพูดจบเพียงนั้น หญิงรับใช้น้อยตรงหน้าก็ขยับตัว เขาจึงยื่นมือกดร่างนางเอาไว้ แต่มือนั้นกลับไปกดพอดีบนเนินอกของนาง
เขาฝึกยิงธนูมาช้านาน ฝ่ามือจึงมีพิฐพองหนากระด้าง แต่ผิวกายของหญิงรับใช้ผู้นี้กลับนุ่มนวลละเอียดเสียนี่กระไร เนื้อเยื่ออ่อนไหวปะทะกับพิฐแข็งกร้าว สัมผัสอันละเอียดอ่อนนั้นทำให้ทั้งสองต่างสะดุ้งเฮือกดุจถูกสายฟ้าผ่า
หญิงรับใช้น้อยเงยหน้ามองเขาอย่างเผลอผลาด ดวงตาคู่นั้นสดใสเป็นประกาย กายเปล่าเปลือยไร้เครื่องนุ่งห่ม มีเพียงผืนผ้าห่มปิดบังจุดสำคัญไว้ แต่ก็มิได้ปิดมิดชิดนัก เผยให้เห็นเส้นโค้งอย่างคลุมเครือ บางคราวความคลุมเครือกลับดึงดูดยิ่งกว่าการเปลือยเปล่าเสียอีก
เฉินเหยียนฮุยรู้สึกดั่งเพลิงชั่วลุกโชนขึ้นในท้องน้อย
เขารีบถอนมือคืน
มิได้มองหญิงรับใช้อีกต่อไป
นางเป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้... แท้จริงนางมิได้ทำสิ่งใดเลย เพียงนั่งอยู่อย่างเรียบร้อยเช่นนั้น แต่ดวงตาคู่นั้น และร่างกายนั้น ต่างล่อลวงเขาอยู่ทุกวินาที
ทำให้เขารู้สึกอยากอาละวาดขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ก็มิใช่สิ่งที่จะกระทำได้
อีกไม่นานต้องเข้าประจำการที่สำนักงานขุนนางแล้ว
เฉินเหยียนฮุยเบ้ใบหน้าตึงตัง ทิ้งวาจาไว้เพียงสั้น ๆ ว่า “จงพักผ่อนให้ดี ข้าไปก่อน”
แล้วสวมเสื้อผ้าประจำวันอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบออกจากห้องทันที
เมื่อท่านชายใหญ่พูดดังนั้นแล้ว ชิงหลันก็มิได้ปรารถนาจะลำบากโดยไม่จำเป็น เมื่อคืนเฉินเหยียนฮุยทั้งทั้งบีบบังนางจนเกือบครึ่งคืน บัดนี้ขาทั้งสองยังอ่อนปวกเปียก ที่ตรงนั้นก็ยังเจ็บแปลบ ๆ ราวกับหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้วนางจึงลุกขึ้นชำระร่าง
คืนวานคือคืนแรกที่นางได้รับการเรียกเข้ารับใช้จากเฉินเหยียนฮุย ตามธรรมเนียมแล้ว วันนี้นางต้องเข้าเฝ้าศรีภรรยาใหญ่เพื่อคารวะ
เฉินเหยียนฮุยสมรสมาแล้วเมื่อสามปีก่อน
ภรรยาคือบุตรสาวคนที่สี่แห่งตระกูลหาน
ตระกูลหานสืบเชื้อสายมาจากสกุลราชบัลลังก์ที่ยากจน มูลฐานตระกูลมิอาจเทียบชิดกับคุ้มเจิ้นกั๋วกองได้เลย
ครั้งนั้นคุ้มเจิ้นกั๋วกองเรืองศักดิ์เรืองรองสุดขอบฟ้า บุตรสาวคนโตของตระกูลยังได้รับความโปรดปรานในวังหลวง อีกทั้งยังให้กำเนิดองค์ชาย ส่วนเฉินเหยียนฮุยก็เป็นชายหนุ่มผู้มีความสามารถ แกร่งทั้งปฏิภาณและพละกำลัง มีอาชาดุจเจิ้นกั๋วกองเต็มขั้น
ยามนั้นผู้มาเป็นสื่อสมรสบดขยี้ธรณีประตูคุ้มเจิ้นกั๋วกองจนแทบสึกกร่อน
แต่ภรรยาใหญ่เห็นว่าต้นไม้ใหญ่ย่อมลมกระหน่ำ หากให้บุตรชายสมรสกับสาวสวยจากสกุลใหญ่อีก มิใช่จะทำให้องค์ฮ่องเต้เกิดความระแวงหรือ จึงจัดให้บุตรชายสมรสกับหญิงสาวอ่อนหวานจากตระกูลหาน
มิคาดคิดว่าความอ่อนหวานนั้นล้วนเป็นการแสร้ง แท้จริงแล้วเป็นหญิงผู้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจนใจคอริษยา แต่ความริษยาของหานชูเจินมิได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง หากลอบกลั่นแกล้งทั้งชัดแจ้งและแอบแฝง นางอนุภรรยาที่รับเข้ามาก่อนหน้านี้ถูกนางจัดการจนสิ้นสภาพ ทำให้จวบบัดนี้เฉินเหยียนฮุยยังไร้ทายาทสักคน
การที่ชิงหลันถูกแต่งตั้งเป็นหญิงรับใช้ในห้องครั้งนี้ เป็นความเด็ดเดี่ยวของภรรยาใหญ่ฝ่ายบิดา มิได้ผ่านการรับรองอย่างเปิดเผยต่อหน้าฮูหยินหาน ชิงหลันตระหนักดีว่าการเข้าเฝ้าครั้งนี้ ย่อมถูกเล่นงานเป็นแน่ ในใจนางจึงรู้สึกสั่นสะท้านสักเล็กน้อย
แต่สั่นสะท้านก็คือสั่นสะท้าน
ไปย่อมต้องไป
พวกนางที่เป็นบ่าวรับใช้ทั้งหลาย มิอาจเป็นใจของตนเองได้แม้แต่นิดเดียว
ชิงหลันแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว สวมกระโปรงสีเขียวอ่อน ไม่โอ่อวด สุภาพเรียบร้อย ประเสริฐพอเหมาะ
นางมุ่งหน้าสู่เรือนของฮูหยินหาน
ที่ประตูเรือน ถูกทิ้งให้ยืนรอจนครบสามสิบนาที
จึงถูกนำพาเข้าไป
ชิงหลันก้มศีรษะอย่างเรียบร้อย เมื่อมาถึงใกล้ จึงเห็นรองเท้าปักดิ้นทองลายกิ่งไม้เกี่ยวพัน ประดับไข่มุมกลมกล่อมเม็ดงาม เพียงเท่านี้นางก็รู้ว่าตรงหน้าคือศรีภรรยาใหญ่
นางหยุดฝีเท้า คำนับหนึ่งครั้ง
“บ่าวขอคารวะศรีภรรยาใหญ่เพคะ”
ชิงหลันถูกบีบบังมาทั้งคืน อีกทั้งยังถูกทิ้งให้ยืนรอที่ประตูนานเช่นนั้น ร่างกายย่อมอ่อนล้า เสียงจึงไม่กระหึ่มดังเช่นเคย แต่น้ำเสียงของนางไพเราะหวานนัก กระทั่งในยามอ่อนล้าก็ยังส่งกลิ่นอายอันวิเศษ มีความลุ่มหลงเพิ่มขึ้นจากปกติราวกับภาพเขียน
แต่ความลุ่มหลงนั้น ในหูของฮูหยินหานกลับเสียงแหบแห้งราวดาบฟัน
ฮูหยินหานเบ้ใบหน้า พินิจหญิงรับใช้น้อยตรงหน้า รูปโฉมมิใช่สาวงามระดับตำนาน แต่กลับมีบุคลิกอ่อนโยนอบอุ่นดุจแดดยามเช้า ช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน
หานชูเจินมิใช่ไม่รู้ว่าแม่สามีเอ็งมีเรื่องขุ่นเคืองในใจ แม้กระทั่งเมื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน มารดาก็ยังตักเตือนว่าควรยอมให้สามีรับอนุภรรยาสักคน สกุลใหญ่ยึดการสืบทอดทายาทเป็นสำคัญ นางไม่อาจให้กำเนิดทายาทแก่คุ้มกั๋งกองได้ ย่อมต้องรู้จักผ่อนปรน ยอมให้หญิงอื่นให้กำเนิดบุตรสักคนหรือสอง เมื่อถึงยามนั้นจะรับมาเลี้ยงไว้เอง หรือรอเจ้าตัวคลอดแล้วค่อยมีบุตรเองภายหลัง ก็ยังมีทางสวรรค์ช่วยให้พูดได้ทั้งนั้น
แต่นางก็มิยอม
สามีผู้ประเสริฐดุจเทพารักษ์ของนาง ทุกอย่างล้วนดีเลิศ จะยอมให้ผู้อื่นมาแบ่งไปได้อย่างไร
แม้เป็นเพียงแบ่งกันคืนละไม่กี่คืนต่อเดือน นางก็มิยอม!
นางจึงแสร้งโง่แสร้งเซ่อ เลี่ยงเลื่อนมาตลอดหลายปีเช่นนี้
หาใด้คิดว่าแม่สามีเอ็งกลับลัดคิวข้ามผ่านนาง แต่งตั้งหญิงรับใช้ในห้องให้สามีโดยตรง และสามีก็ยอมรับเสียด้วย เมื่อคืนที่ได้ทราบเรื่องนี้ หัวใจของนางแทบเลือดหยด ทั้งคืนล้นหลับ บัดนี้เบ้าตายังคล้ำดำอยู่
ต่อผู้เป็นต้นเหตุที่มาบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสามี นางย่อมไม่มีท่าทีงามให้เห็นเป็นแน่
“ลุกขึ้นเถิด”
พูดจบ นางก็ส่งสายตาไปยังแม่นมสวี่
แม่นมสวี่ติดตามรับใช้ข้างเคียงนางมาช้านาน เพียงสายตาหนึ่งวูบก็เข้าใจนัยยะ จากนั้นเมื่อชิงหลันนั่งลงแล้ว แม่นมสวี่จึงให้หญิงรับใช้น้อยนำจานวอลนัทมาวางไว้ตรงหน้านาง
“ท่านชายใหญ่โปรดนักชิมโจ๊กวอลนัทถั่วลิสง คุณหนูชิงหลันบัดนี้ก็ถือเป็นคนของท่านชายใหญ่แล้ว ควรทำคุณงามความดีให้ท่านชายบ้าง ช่วยเก็บเมล็ดวอลนัทชุดนี้ออกมาเถิดเถิด”
ชิงหลันเคยรับใช้งานหนักในห้องครัวยามเข้ามาในคุ้มใหม่ ๆ เพียงกวาดตามองเปลือกวอลนัทก็รู้ทันทีว่านี่คือวอลนัทเปลือกเหล็ก มิใช่วอลนัทเปลือกกรอบ ของแรกนั้นเปลือกแข็งดุจเหล็กกล้า ต้องใช้ค้อนขนาดเท่าหัวไข่ทุบจึงจะแตก ส่วนของหลังแรงนิดหน่อยก็บีบแตกได้
แม่นมสวี่สั่งให้เอาจานวอลนัทนี้มาวางตรงหน้านาง นัยยะย่อมไม่ต้องพูดพ้อง
ก็เพื่อเป็นเกียรติแก่ศรีภรรยาใหญ่นั่นเอง
ชิงหลันกลับโล่งใจอุรา
นางยังคิดว่าศรีภรรยาใหญ่จะใช้อุบายอันใดมาเล่นงาน ใจพลันเกิดความวิตกดวงตาแหงนขึ้นสูง ปรากฏว่าเพียงให้เก็บเมล็ดวอลนัท แม้จะทำให้ปลายนิ้วเจ็บแดง แต่สำหรับชิงหลันผู้ชินชากับความทรมานแห่งเนื้อหนังจากชาติที่แล้วมาแล้ว ความเล็กน้อยเช่นนี้ย่อมอยู่ในเกณฑ์ที่นางรับได้
ชิงหลันอย่างว่าง่ายหยิบวอลนัทขึ้นมา เริ่มเก็บเมล็ดด้วยมือ
อีกไม่ช้า เปลือกวอลนัทที่ขรุขระแข็งกร้าวก็สีดสีปลายนิ้วของนาง ก่อรอยแดงไปทั่ว
สิ่งที่นางมิได้เห็นคือ ข้างกายนาง แม่นมสวี่กำลังจ้องนางด้วยสายตาเย็นเยียบ หญิงอย่างหานชูเจินที่กักขังสามีให้งดรับอนุภรรยามาสามปีเต็ม จะยอมให้ชิงหลันผ่านมาอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร
“โอ้โห...ท้องตลาดเรียกนี่ว่าวอลนัทเปลือกเหล็กนี่เองรึ พวกบ่าวที่เอาของมาเสิร์ฟช่างไร้แว่นตาเสียนี่กระไร วอลนัทแบบนี้จะเอามาเสิร์ฟได้ยังไง ทำให้คุณหนูชิงหลันต้องลำบากเลยเนี่ย หนูไฉจะรีบเอาค้อนเล็กไว้ทุบวอลนัทมาถวายคุณหนูทันที คุณหนูจงรับไว้ให้มั่นเพคะ”
ชิงหลันได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้น
ปะทะสายตาเย็นเยียบมัวหมองของแม่นมสวี่
มิใช่!
ชิงหลันเพิ่งจะคิดจะลุกขึ้น
หญิงรับใช้ข้างกายสองสามคนก็พร้อมหน้าพากันเข้ามา กดร่างและมือของนางเอาไว้ กดข้อมือขวาลงกระแทกโต๊ะอย่างหนักหน่วง แม่นมสวี่คว้าค้อนเล็กฟันลงอย่างเดือดดาล ทันทีนั้นเอง ความเจ็บปวดอันสุดบรรจญก็ซัดสวนเข้ามา
ขณะที่หญิงรับใช้คลายมือออก นางก็ไร้แรงพลิกตัว ไหลล้มลงคุกเข่าจากเก้าอี้ ความเจ็บปวดทะลุปรุโปร่งที่มือทำให้นางต้องร่ำไห้เสียงต่ำ หยาดเหงื่อเย็นไหลพลั่ก เล็บนิ้วยังหักลง โลหิตสีชาดไหลซึมหยดลงบนพื้นกระเบื้อง แดงชาดจนน่าสะทกสะท้าน
ศรีภรรยาใหญ่ผู้นั่งอยู่บนที่นั่งประธานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมืดมน
“คุณหนูชิงหลันช่างเผลอไผลเสียนี่กระไร ตั้งใจทุบวอลนัทถวายท่านชายใหญ่ ปรากฏว่ากลับทุบโดนมือตัวเอง คราวหน้าจงระวังให้ดีเถิด คราวนี้บาดเจ็บแต่นิ้ว คราวหน้าสิ่งที่สูญเสียไป อาจเป็นชีวิตก็เป็นได้”
