แม่นมชราผู้รับใช้สะใภ้ใหญ่มานานหลายปี ถึงกับต้องวิงวอนขอความเห็นใจจากสาวใช้น้อยอย่างนอบน้อมเช่นนี้ ช่างเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง จากเรื่องนี้ก็เห็นได้ว่าตอนกลางวัน ชิงหลันทำตัววางอำนาจในคุ้มเพียงใด
สายตาของเสิ่นเหยียนฮุยหันไปมองชิงหลันที่กำลังถือถาดเดินเข้ามา
“แม่นมสวี่กำลังขอให้เจ้าเห็นใจ เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่”
ชิงหลันเป็นคนช่างสังเกต พอได้ยินน้ำเสียงของเสิ่นเหยียนฮุยก็รู้ทันทีว่าเขากำลังจินตนาการว่านางทำตัววางอำนาจบาตรใหญ่ แต่ความจริงนางไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย!
บัดนี้นางก็รู้แล้ว
การแก้ตัวไม่มีประโยชน์
แม่นมสวี่แสดงละครมาถึงขั้นนี้ ทั้งยังปิดทางนางไว้ทุกด้าน คำแก้ตัวของนางในเวลานี้มีแต่จะดูไร้น้ำหนัก
“หืม?”
เมื่อนางยังคงเงียบงัน เสียงกดดันของเสิ่นเหยียนฮุยเหนือศีรษะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ชิงหลันตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้น
กาน้ำชาหล่นลงพื้น กลิ้งไปหยุดอยู่ข้างเท้าของเสิ่นเหยียนฮุย
“เจ้าค่ะ เป็นบ่าวทำเอง ทุกอย่างเป็นบ่าวทำเอง!” ชิงหลันเริ่มโขกศีรษะให้แม่นมสวี่ “เป็นดังที่แม่นมกล่าว บ่าวผิดเอง บ่าวทำผิด ขอแม่นมโปรดลงโทษด้วยเจ้าค่ะ”
ช่างน่าประหลาด!
ตามเหตุผลแล้ว นางควรวิงวอนขอความเมตตาจากเสิ่นเหยียนฮุย ผู้เป็นนายของนาง
แต่ปฏิกิริยาแรกของนางกลับเป็นการขอร้องแม่นมสวี่
นี่มิใช่แสดงว่านางหวาดกลัวแม่นมสวี่มากกว่าเสิ่นเหยียนฮุยผู้เป็นนายหรอกหรือ
แม่นมสวี่เองก็เพิ่งนึกได้ นางสบถในใจ ก่อนจะขึงหน้ากล่าวว่า “แม่นางชิงหลัน เจ้าขอร้องบ่าวชราไปก็ไร้ประโยชน์ บ่าวชราก็เป็นบ่าวคนหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งบ่าวชรายังต้องรอให้เจ้าเห็นใจอยู่ด้วย”
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของชิงหลันก็ซีดเผือดทันที
“เห็นใจ บ่าวเห็นใจทุกอย่าง แม่นมสวี่กล่าวถูกทุกประการเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็หันไปมองเสิ่นเหยียนฮุยอย่างน่าสงสาร “เรื่องทุกอย่างเป็นดังที่แม่นมกล่าว บ่าวไม่รู้จักดูที่ต่ำที่สูง ดึงดันจะแกะวอลนัทในจาน เป็นบ่าวเองที่ใช้มือฟาดค้อนลงบนมือตัวเองอย่างแรง เรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับแม่นมสวี่และสะใภ้ใหญ่ เป็นความผิดของบ่าวทั้งสิ้น ขอท่านชายใหญ่ส่งบ่าวกลับไปให้ฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ!”
ระหว่างพูด ชิงหลันยังชูมือขวาขึ้น ราวกับกำลังบอกเสิ่นเหยียนฮุยว่านางใช้มือนี้จับค้อน แล้วฟาดใส่มือของตนเอง
ทว่าแวบแรกที่เสิ่นเหยียนฮุยมองเห็น กลับเป็นหลังมือที่พันผ้าไว้อย่างแน่นหนาของนาง
มือที่พันผ้าไว้คือหลังมือขวา
แต่ชิงหลันเป็นคนปกติ คนทั่วไปย่อมถนัดใช้มือขวา หากจะฟาดมือ ก็ควรฟาดมือซ้าย หรือว่านางใช้มือขวาฟาดจนโดนหลังมือขวาของตัวเองกันเล่า
เรื่องนี้ฟังอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล
เมื่อมองชิงหลันที่ร้องไห้จนน้ำตาอาบแก้ม ทั้งยังเป็นฝ่ายร้องขอให้ออกจากที่นี่เอง ลองคิดดูเถิด เรื่องใดกันที่ทำให้สาวใช้ปรนนิบัติซึ่งเสียพรหมจรรย์ไปแล้วถึงกับร้องขอจากไป เรื่องนั้นจะเรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอกได้หรือ
เสิ่นเหยียนฮุยมองแม่นมสวี่อย่างคลางแคลงใจ
พอเห็นสายตาของเสิ่นเหยียนฮุย แม่นมสวี่ก็รู้ว่าพลาดท่าแล้ว ในใจนางด่าชิงหลันจนเสียคน เจ้ากีบเท้าตายนี่ช่างแสร้งทำตัวน่าสงสารเก่งนัก ถึงกับเรียกความเห็นใจจากท่านชายใหญ่ได้ นางประเมินชิงหลันต่ำไปจริง ๆ
“ท่านชายใหญ่...”
แม่นมสวี่กำลังจะพูดต่อ เสิ่นเหยียนฮุยก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“คำพูดของแม่นม เราได้ยินแล้ว กลับไปบอกสะใภ้ใหญ่ด้วยว่าเราจะไม่เข้าใจนางผิด ส่วนสาวใช้น้อยผู้นี้ ต่อจากนี้เราจะสอบถามนางให้กระจ่าง หากนางจงใจใส่ร้ายสะใภ้ใหญ่ ทำให้สะใภ้ใหญ่มีชื่อเสียงเสื่อมเสีย เราจะลงโทษนางเอง”
“ฟ้ามืดแล้ว แม่นมรีบกลับไปปรนนิบัติสะใภ้ใหญ่เถิด”
นี่เป็นการไล่แขกอย่างชัดเจน
แม่นมสวี่แม้ไม่เต็มใจเพียงใด ก็ทำได้เพียงเค้นคำว่า “เจ้าค่ะ” ออกมาจากไรฟัน แล้วจากไป
หลังแม่นมสวี่จากไป
สายตาของเสิ่นเหยียนฮุยจึงหันมาหยุดอยู่บนตัวชิงหลัน
บางทีนางอาจตกใจมากเกินไปเมื่อครู่ ถึงได้ร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ บัดนี้ร่างยังคงสั่นสะอื้นเล็กน้อย ดูน่าสงสารราวกับลูกแมวจรจัด
“ลุกขึ้นเถิด” เสิ่นเหยียนฮุยกล่าวด้วยใจอ่อน
ชิงหลันจึงลุกขึ้น
แต่เพราะคุกเข่านานเกินไป พอลุกขึ้นได้ครึ่งหนึ่ง เข่าก็อ่อนยวบ เสียหลักจนเกือบล้มลงกับพื้น คราวนี้เสิ่นเหยียนฮุยยื่นมือมาประคองเอวนางไว้
กลิ่นอายของบุรุษโอบล้อมเข้ามา ชิงหลันจึงชะงักงันไปชั่วขณะ
“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ลมหายใจของเสิ่นเหยียนฮุยอยู่เหนือใบหูของนางเล็กน้อย ไอร้อนที่เป่ารดลงบนใบหูพอดี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายของนางไวต่อสัมผัสเกินไป หรือเพราะไม่คุ้นชินกับการถูกกลิ่นอายของบุรุษโอบล้อม
ใบหูของนางแดงวาบขึ้นในพริบตา
นางรีบผลักเสิ่นเหยียนฮุยออก “บ่าว บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
แต่ผลักไม่ออก
เสิ่นเหยียนฮุยมีแรงมาก
เขาประคองเอวนาง พาเข้าไปในห้อง ปิดประตูแล้ววางนางลงบนเก้าอี้
ปฏิกิริยาแรกของชิงหลันคือหวาดกลัว
นางเป็นเพียงสาวใช้ จะนั่งเก้าอี้ของนายได้อย่างไร
นางกำลังจะลุกขึ้น ก็ถูกเสิ่นเหยียนฮุยกดให้นั่งลงอีกครั้ง
“นั่งก่อน เรายังมีเรื่องจะถามเจ้า”
ชิงหลันจึงได้แต่นั่งลง
แต่ก็นั่งไม่ค่อยติดที่นัก
“บาดแผลที่มือของเจ้าได้มาอย่างไรกันแน่” เสิ่นเหยียนฮุยถามถึงข้อสงสัยในใจ
ชิงหลันก้มหน้า ใจคิดวนเวียนไปมา สุดท้ายก็ยังตอบว่า “บ่าวทำตัวเองเจ้าค่ะ”
เสิ่นเหยียนฮุยหัวเราะเบา ๆ
ชิงหลันรู้สึกได้ว่าเสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะอย่างมีความสุข แต่คล้ายทั้งจนใจและเจือแววเยาะเย้ย ราวกับกำลังบอกว่า “เจ้าคิดว่าเราเป็นคนโง่หรือ”
ชิงหลันก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม แต่ไม่ยอมพูดอะไร ทำตัวนิ่งงันราวกับนกกระทา
เสิ่นเหยียนฮุยจนใจ
“ช่างเถิด เจ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด”
“ขอบพระคุณท่านชายใหญ่ เช่นนั้นบ่าวจะไปเก็บกาน้ำชาตรงหน้าประตู แล้วจะชงชามาให้ท่านชายใหม่เจ้าค่ะ”
กล่าวจบ ยังไม่ทันรอให้เสิ่นเหยียนฮุยอนุญาต ชิงหลันก็รีบลุกขึ้นพรวดพราดออกไป ราวกับกระต่ายตัวหนึ่ง คล้ายกลัวว่าเขาจะซักถามต่อ
จากนั้นนางก็นั่งยองอยู่หน้าประตู
ค่อย ๆ เก็บเศษถ้วยชาที่แตกกระจายบนพื้นเมื่อครู่ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
แล้วจึงก้มตัว ถือถาดเดินจากไป
เสิ่นเหยียนฮุยเห็นทุกการกระทำของนางอย่างชัดเจน ยิ่งมั่นใจในความคิดของตน สาวใช้ที่ขี้ขลาดเช่นนี้จะทำเรื่องใจกล้าอย่างที่แม่นมสวี่กล่าวได้อย่างไร
หากมิใช่ความผิดของชิงหลัน เช่นนั้นก็เป็น...
เสิ่นเหยียนฮุยรีบหยุดความคิด ไม่กล้าคิดต่อไปให้ลึกกว่านี้
