ได้ยินแบบนั้น หลินเสวี่ยไม่ได้คิดอะไรมาก ในความคิดของเธอ ในเมื่ออีกฝ่ายโทรมาขอนัดล่วงหน้าแล้ว ก็ต้องเป็นคนที่มาคุยธุรกิจจริงจังกับน้องชายแน่นอน
“เขาอยู่ในห้องทำงานค่ะ เดี๋ยวฉันพาไป” หลินเสวี่ยพยักหน้า พาทั้งสองเดินไปที่ห้องทำงานส่วนตัวด้านในสุด เคาะประตูกระจก แล้วเปิดเข้าไปตรง ๆ “เสี่ยวฮวน มีคนมาหานาย”
หลินฮวนละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองข้ามไหล่หลินเสวี่ยไปยังชายที่สวมแว่นกรอบทองคนนั้น เขาจำหน้าคนนี้ไม่ได้
“สวัสดีครับ พวกคุณคือ…”
ชายแว่นเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ยื่นมือออกมา “คุณหลิน สวัสดีครับ ผมเซวี่ยเซิ่งหัว จากเน็ตหรุ่ยอินฟอร์เมชัน เมื่อวานเราคุยกันทางโทรศัพท์”
หลินฮวนขมวดคิ้ว ไม่ได้จับมือนั้น เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “คุณเซวี่ย เมื่อวานผมบอกคุณทางโทรศัพท์ชัดเจนแล้วว่าตอนนี้ผมไม่คิดเรื่องการขายกิจการ”
เซวี่ยเซิ่งหัวเห็นว่าหลินฮวนไม่เล่นด้วยก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วน ชักมือกลับอย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มบนใบหน้าไม่จางลงเลย “คุณหลินครับ ต่อให้ค้าขายไม่ได้ มิตรภาพก็ยังมีอยู่ วันนี้ผมมาด้วยตัวเองพร้อมความจริงใจ ก็แค่อยากมาคุยกับคุณให้ลึกขึ้นอีกหน่อย ถึงเราจะไม่คุยเรื่องซื้อขาย แต่คุยเรื่องร่วมมือกันก็น่าจะได้นะครับ”
เมื่ออีกฝ่ายยืนมือมา ก็ไม่ควรตบหน้ากลับ ยิ่งอีกฝ่ายสุภาพถึงขนาดนี้และมาหาด้วยตัวเอง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำตัวแข็งกร้าว
