เมิ่งลี้เยว่ง่วงจนทนไม่ไหว กว่าจะถึงครึ่งหลังของคืน หลี่ฝู่เจิงถึงยอมปล่อยให้เธอนอน
เธอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแผ่ว ๆ จึงฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก พอรู้ว่าเขากำลังค้นตู้เสื้อผ้า ก็หลับต่อไปอีกครั้ง
ตื่นมาตอนเที่ยง เธอถึงค่อยนึกออกอย่างเลือนรางว่า หลี่ฝู่เจิงเหมือนจะ...ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำออกไปทั้งที่อากาศร้อนจัด
ไปทำอะไรนะ?
ตอนที่ได้กลับมาพบหลี่ฝู่เจิงอีกครั้งก็เป็นฤดูร้อนแล้ว ปกติเขาสวมแต่เสื้อเชิ้ตเครื่องแบบแขนสั้นสีขาว เมิ่งลี้เยว่แทบไม่เคยเห็นเขาใส่สีดำ
สีดำนั้นยิ่งขับให้เขาดูมีบารมี แต่ก็น่าเสียดายที่เธอยังไม่ทันได้มองให้ชัด เขาก็ออกไปเสียแล้ว
เมิ่งลี้เยว่พิงหัวเตียง โทรหาเขา แต่หลี่ฝู่เจิงไม่รับสายเลย
เธอจึงพักเรื่องของเขาไว้ก่อน แล้วหันไปถามไถ่เพื่อน
สิงตงอี้บอกเลิกกับอีกฝ่ายแล้วกลับบ้าน ให้เวลาตัวเองดื่มด่ำกับความเศร้าอยู่หนึ่งคืน พอตื่นขึ้นมาก็กลับมามีอารมณ์สงบนิ่งดังเดิม
ตอนนี้เธอบินเที่ยวแรกเสร็จแล้ว จึงตอบข้อความเมิ่งลี้เยว่อย่างรวดเร็วว่า “อยู่สานหยา ขากลับจะซื้อมะพร้าวไปฝาก”
เมิ่งลี้เยว่เลยโทรคุยกับเธอเสียเลย “ถึงสานหยาแล้วเหรอ?”
“ใช่แล้ว เย็นนี้ก็กลับ”
บนอินเทอร์เน็ตมีเรื่องขำขันเรื่องหนึ่ง เล่าว่ามีกัปตันคนหนึ่งอยู่ต่างเมือง โทรไปจองโต๊ะที่ร้านอาหารใกล้ฐานปฏิบัติการล่วงหน้าสามชั่วโมง ผู้จัดการร้านถามว่า “คุณครับ ไม่ทราบว่าจะเดินทางมาที่ร้านอย่างไรครับ?”
กัปตันตอบว่า “ผมขับเครื่องบินไปไง!”
ผู้จัดการร้านด่าว่า “ประสาท”
แล้วก็วางสายไป
เมิ่งลี้เยว่นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
สิงตงอี้พูดต่อว่า “เวลาพักระหว่างเที่ยวบินนาน พวกเรากลับมาที่โรงแรมแล้ว”
