“ข้าไม่มีพ่อแม่หรือ?” อาเจาชะงัก นางไม่มีพ่อไม่มีแม่งั้นหรือ?
ดวงตาของอาเจาเริ่มมีประกายน้ำตา เช่นนั้นนางก็เป็นเด็กป่าที่ไร้พ่อไร้แม่จริง ๆ
สัตว์เทพเห็นนางกำลังจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพันธสัญญาสัตว์อสูรหรือไม่ หัวใจของมันพลันบีบรัดและเจ็บตึบ มันพูดว่า “อย่าเพิ่งร้องไห้เลยนะ อาจเป็นเพราะพลังของข้ายังไม่ฟื้นคืน พอพลังข้าฟื้นคืนเมื่อไหร่ ข้ารับรองจะช่วยเจ้าตามหาพ่อแม่ของเจ้าให้พบ อย่าร้องไห้เลย”
“…จริงหรือ?” อาเจาได้ยินคำพูดของมันก็สูดจมูก พยายามไม่ให้น้ำตาหยดลงมา
“แน่นอน” สัตว์เทพผงกหัวรัวเร็วราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าว
มันตัดสินใจจะทำให้เด็กคนนี้สงบลงก่อน แล้วค่อยหาโอกาสยกเลิกพันธสัญญาสัตว์อสูรกับนาง ขอแค่พันธสัญญาสัตว์อสูรถูกยกเลิกเมื่อไหร่ จะหาพ่อแม่ของนางเจอหรือไม่ก็ช่าง มันจะเผ่นทันที
อาเจาเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เผยรอยยิ้มสดใส “ขอบคุณเจ้า เจ้าเป็นสัตว์เทพที่ดีจริง ๆ”
สัตว์เทพ: …
ถูกชมเชยแล้วมันทั้งดีใจทั้งรู้สึกผิด อุ้งเท้าตะกุยพื้นไปมา “ข้า ข้าเป็นสัตว์เทพที่ดีแน่นอน”
“แต่ข้าอยากพบพ่อกับแม่ตอนนี้เลย” อาเจาพูด
สัตว์เทพ: …
เจ้ากำลังทำให้ข้าลำบาก ข้ามองไม่เห็นเลยว่าพ่อแม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน? จะให้ไปหาพ่อแม่ของเจ้าที่ไหน?
สัตว์เทพพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กน้อย “ตอนนี้ยังหาไม่พบชั่วคราว”
อาเจาก้มหน้ามองดูเศร้ามาก
สัตว์เทพเห็นดังนั้นก็อดถามนางไม่ได้ “เมื่อก่อนเจ้าก็ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เหตุใดจู่ ๆ ถึงอยากหาพ่อแม่ของเจ้าขึ้นมา?”
“ถ้าข้ามีพ่อมีแม่ คนอื่นก็จะไม่ด่าข้าว่าเป็นเด็กป่า” เด็กน้อยตอบด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว
จริง ๆ แล้วแต่ก่อนก็เคยมีคนด่านางว่าเป็นเด็กป่าที่ไร้พ่อไร้แม่ อาเจาไม่เข้าใจว่าคำพูดพวกนั้นหมายความว่าอะไร ท่านปู่จะโกรธมากและด่ากลับไป
ท่านปู่ยังบอกอาเจาด้วย ว่าต่อไปถ้ามีใครว่านางเป็นเด็กป่า ให้นางตอบกลับไปอย่างเชิดหน้าว่า นางไม่ใช่เด็กป่า นางมีบ้าน มีท่านปู่
แต่ท่านปู่ของอาเจาจากไปแล้ว บ้านของนางก็ไม่มีอีกแล้ว
อาเจาคิดถึงท่านปู่ จมูกของนางก็อดแสบขึ้นมาไม่ได้ อยากจะร้องไห้อีกครั้ง
นางอยากร้องไห้ขึ้นมา สัตว์เทพก็เริ่มทรมาน มันด่าอยู่ในใจ:พันธสัญญาสัตว์อสูรบ้านี่ จะทำให้สัตว์ตายเอาได้
มันปลอบเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อย่าร้องไห้เลยนะ พวกเรามาหาวิธีอื่นกันดีหรือไม่?”
อย่าร้องไห้เลยนะ บรรพชนตัวน้อย
อาเจาพูดด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น “แต่ข้าอยากได้พ่อกับแม่”
อยากมีบ้านสักหลัง
บางทีเด็ก ๆ เมื่อต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะดื้อดึงเป็นพิเศษ
สัตว์เทพ: …
ทันใดนั้น อาเจาก็เหมือนนึกอะไรได้ “ได้แล้ว”
สัตว์เทพ: “อะไรนะ?”
อาเจาเช็ดดวงตาตัวเองแล้วพูดว่า “ข้าสามารถไปเก็บใครสักคนมาเป็นพ่อกับแม่ของข้าได้”
สัตว์เทพสงสัยว่าหูตัวเองฟังผิดไป เก็บอะไรมา?
อาเจาอธิบายกับมัน “ท่านปู่เก็บข้ามา วันนี้ข้าไปเก็บฟืน ได้ยินป้าสะใภ้พูดว่า อาหนิวก็เก็บเมียกลับบ้านได้คนหนึ่ง นางยังพูดอีกว่า ตอนนี้ข้างนอกวุ่นวายมาก ขอแค่ใจกล้าพอ ไม่ว่าขาดอะไรก็เก็บเอามาได้ทั้งนั้น”
“ข้าขาดพ่อกับแม่ ข้าแค่ไปเก็บพ่อกับแม่กลับบ้านก็พอแล้ว” เด็กน้อยพูดเสียงใสแต่หนักแน่นยิ่ง
สัตว์เทพได้ยินความคิดเพี้ยน ๆ ของนางแล้วก็เงียบไป แต่ก็รู้สึกว่าวิธีนี้ใช้ได้ อย่างน้อยก็น่าเชื่อถือกว่าการไปหาพ่อแม่ของนางสองคนนั่นซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ซอกหลืบไหน
ดังนั้นมันจึงให้กำลังใจนางอย่างลังเล “เช่นนั้นเจ้าสู้ ๆ ล่ะ?”
“แต่ว่า ข้าควรไปเก็บที่ไหนดี?” อาเจาเอียงศีรษะ มองสัตว์เทพด้วยสายตาคาดหวัง “เสี่ยวไป๋ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าควรไปเก็บพ่อกับแม่ของข้าได้ที่ไหน?”
สัตว์เทพขนฟูชี้ชัน “ใครคือเสี่ยวไป๋?”
อาเจา: “เจ้ายังไง”
สัตว์เทพ: “ข้าไม่ได้ชื่อเสี่ยวไป๋”
อาเจา: “เจ้าขนฟู แล้วก็ขาว ๆ ด้วย เรียกเสี่ยวไป๋น่าฟังจะตาย”
สัตว์เทพ: “น่าเกลียด!”
อาเจาถอนหายใจ มองมันด้วยสายตาแบบ “เอาเจ้าไม่ไหวจริง ๆ” แล้วพูดว่า “เฮ้อ ก่อนอื่นอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยนะ เจ้ารีบช่วยข้าดูหน่อยสิ ข้าควรจะไปเก็บพ่อกับแม่ของข้าได้ที่ไหนบ้าง”
เสี่ยวไป๋สัตว์เทพ: …
มันอ้าปาก อยากพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ สุดท้ายก็หุบปาก ไม่ถือสากับนาง
มันเป็นสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ จะไม่ทะเลาะกับเด็กน้อยเป็นอันขาด รีบให้นางไปเก็บคนมา แล้วส่งนางออกไปเสียเถอะ
เสี่ยวไป๋สัตว์เทพหลับตาลง หลับไปครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้น
ดวงตาสีทองของมันเต็มไปด้วยความงุนงง “เอ๊ะ ไกลสุดฟ้าใกล้แค่เอื้อม?”
อาเจ้าฟังไม่ออก “นี่หมายความว่าอะไร?”
เสี่ยวไป๋สัตว์เทพ: “หมายความว่าแม่ที่เจ้าอยากจะเก็บนั้นอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว”
อาเจามองซ้าย ดูขวา ไม่เห็นใครเลย สายตาของนางตกลงที่เสี่ยวไป๋สัตว์เทพในอ้อมกอด แววตาฉ่ำน้ำมีแววลังเล
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง อ้าปากอยากจะเรียกใครสักคน “แม่…”
“หุบปาก ข้าไม่ใช่แม่เจ้า” เสี่ยวไป๋สัตว์เทพตัดบทนางทันที
อาเจาทำแก้มป่อง “แต่แถวนี้ก็มีแค่เจ้ากับข้า แม่ของข้าคงไม่ตกลงมาจากฟ้าหรอกกระมัง”
พอดีเสียงของนางขาดคำ ฟิ้ว มีอะไรบางอย่างร่วงลงมาจากฟ้าอย่างรวดเร็ว
“ตึง!”
มีอะไรตกลงมาจากฟ้า กระแทกพื้นดังตึงสนั่น
เสี่ยวไป๋สัตว์เทพกับอาเจามองหน้ากัน แล้วพร้อมใจกันหันศีรษะมองไปตามทิศทางของเสียง
บนพงหญ้าที่อยู่ไม่ไกล มีสตรีผู้หนึ่งนอนจมเลือดจนมองหน้าไม่ชัด
อาเจาซึ่งยังมีคราบน้ำตาอยู่บนใบหน้าแสดงสีหน้ายินดี “แม่ตกลงมาจากฟ้าจริง ๆ ด้วย”
อาเจาอุ้มเสี่ยวไป๋ลุกขึ้นแล้ววิ่งผลุง ๆ ไปตรงหน้าสตรีนางนั้น เห็นนางมีเลือดเต็มตัว ชุดคลุมสีเขียวถูกย้อมจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ดูน่าหวาดกลัวยิ่ง
อาเจาถอยหลังไปสองก้าว ก้มหน้าพูดกับเสี่ยวไป๋ว่า “นางดูเหมือนกำลังจะตายแล้ว”
เสี่ยวไป๋: “นี่ก็ยังไม่ตายนี่ มีแม่แม้ไม่ดีก็ยังดีกว่าไม่มีแม่”
อาเจา: มีเหตุผล
สตรีหน้าซีดเซียวลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก สายตาพร่ามัวมอง ๆ แล้วก็ปิดลงอีกครั้ง
อาเจาน้ำตาคลอนอง: “แม่ อย่าตายนะ อย่าทิ้งอาเจา”
เสี่ยวไป๋อดบ่นในใจไม่ได้: เรียกว่าแม่เร็วจัง
มันพูดว่า “อย่าร้องนะ นางกำลังจะตาย ไม่อยากให้นางตายก็รีบห้ามเลือดให้นางเร็วเข้า”
อาเจาเพิ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ครั้งแรกเลยสับสน “เช่นนั้นข้าควรทำเช่นไร?”
เสี่ยวไป๋: “ไป ข้าพาเจ้าไปเด็ดสมุนไพรห้ามเลือด”
เสี่ยวไป๋พาอาเจาไปที่ริมแม่น้ำ เด็ดหญ้าป่าที่เขียวขจีใบยาว อาเจามองสมุนไพรที่เด็ดมาพวกนี้แล้วถามอย่างสงสัยมาก “พวกนี้ใช้ได้หรือ?”
เสี่ยวไป๋: “ใช้ได้แน่นอน ถ้าหลอกเจ้า ให้ข้ากลายเป็นหมาดาย”
อาเจามองดูมัน ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
เสี่ยวไป๋เห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดขึ้นว่า “หุบปาก อย่าพูด”
อาเจาทำแก้มป่อง ภายใต้คำบัญชาของเสี่ยวไป๋ ก็เด็ดหญ้าสีเขียวพวกนั้น ใช้หินทุบหญ้าให้ละเอียด แล้วเอามาแปะบนบาดแผลของแม่
บนตัวของแม่มีบาดแผลยาวเรียวจำนวนมาก บาดแผลน่ากลัวที่สุดคือใต้สะดือนางมีรูเลือดที่ใหญ่เท่ากำปั้นของอาเจา
เสี่ยวไป๋จ้องมองสตรีที่สลบไม่ได้สติอยู่บนพื้น รูม่านตาสัตว์สีทองตั้งตรง “น่าสนใจ น่าสนใจ ถูกคนใกล้ชิดทรยศ ถูกใครบางคนคว้านเอาแก่นจิตวิญญาณไป บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ตกลงมาจากผาเมี่ยเซียน กลับยังไม่ตายอีก น่าสนใจจริง ๆ”
อาเจาไม่ค่อยเข้าใจว่ามันกำลังพูดอะไร นางมองแม่ที่หน้าซีด ลมหายใจรวยริน แล้วถามอย่างกังวลมากว่า “แม่จะรอดหรือไม่?”
เสี่ยวไป๋สะบัดหางขนฟูที่อยู่ด้านหลัง “เดิมทีนางคงไม่รอด แต่นางโชคดี มาพบกับขุนท่านผู้นี้ ตายไม่ได้หรอก”
ได้ยินคำนี้ อาเจาก็เบาใจไปไม่น้อย ใส่ยาต่อ
เสี่ยวไป๋เหลือบมองเด็กหญิงที่ยังคงทำหน้าตาเรียบเฉยหยูกยา ในแววตาฉายแววครุ่นคิด สภาพเลือดท่วมตัวของสตรีตรงหน้านี้ อย่าว่าแต่เด็กเลย ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ปกติเห็นเข้า คงจะกลัวจนขาสั่น หรืออาจถึงขั้นอาเจียนเพราะความกลัว
แต่เด็กหญิงตรงหน้านี้ นอกจากรังเกียจตอนแรกและกังวลว่าคนจะตายแล้ว กลับไม่มีอารมณ์อื่นอีกเลย นี่คือลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือหรือ? หรือมีเหตุผลอื่นกันแน่?