เสี่ยวไป๋มองอาเจา แล้วหันไปมองสตรีหน้าซีดไร้สติ มันแววตาฉายประกายตื่นเต้น ตรงหน้ามีคนตัวใหญ่กับตัวเล็ก แน่นอนว่าต้องมีความลับไม่เปิดเผยซ่อนอยู่
ชีวิตของสัตว์เทพช่างน่าเบื่อเกินไป ไหนเลยจะเจอเรื่องสนุกเช่นนี้ มันตัดสินใจทันทีว่าจะอยู่ข้างกายเด็กน้อยต่อไป มันจะต้องหาคำตอบว่าคนทั้งสองมีอะไรซ่อนเร้นกันแน่
อาเจาทายาให้ท่านแม่เรียบร้อยแล้ว สังเกตอีกครู่หนึ่ง เห็นว่าบาดแผลไม่มีเลือดไหลออกมาแล้ว นางก็วางใจ
นางก้มมองกากสมุนไพรในมือที่ส่งกลิ่นหอมสมุนไพร ดมแล้วรู้สึกเหมือนกินได้ อาเจาท้องยังหิวอยู่ จึงก้มเลียมองกากสมุนไพร
กากสมุนไพรเข้าปาก นางหน้าเหยเกทันที ขมจัง
เสี่ยวไป๋ข้างกายมองนางอย่างฉงน “เจ้าทำอะไรน่ะ?”
เด็กคนนี้ไม่เจ็บไม่ป่วย เหตุใดถึงต้องกินยาขมถึงชีวิตนี้?
อาเจาลูบท้องแฟบของตน เอ่ยเสียงเบา “ข้าหิว”
เสี่ยวไป๋: ลูกมนุษย์นี่ช่างยุ่งยากจริง
ถึงจะรังเกียจเด็กน้อยขี้เรื่องมาก แต่มันก็ออกไปหาอาหารมาให้นางกิน
***
หลี่จิงเสวี่ยฝัน ฝันถึงเรื่องราวในอดีตมากมาย
นางในวัยสาว เพื่อช่วยคนที่นางชอบ ต้องสูญเสียรากฐาน พรสวรรค์ถดถอย หมอฝึกบำเพ็ญบอกนางว่าวิถีฝึกตนไม่อาจรุดหน้าอีกแล้ว แต่นางไม่เคยปริปากบ่น กลับดีใจด้วยซ้ำว่าผู้ที่บาดเจ็บคือนาง
เพราะคนที่นางชอบเป็นเด็กหนุ่มที่เปี่ยมพลัง นางไม่อยากให้เขาต้องทนทุกข์กับรากฐานที่พังทลาย
ระหว่างที่นางพักฟื้น เด็กหนุ่มบอกนางว่าอยากร่วมเป็นพันธมิตรเต๋ากับนาง หลี่จิงเสวี่ยดีใจอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น นางกับเด็กหนุ่มก็ร่วมเป็นพันธมิตรเต๋าภายใต้การเป็นพยานของผู้อาวุโส ใช้ชีวิตคู่ที่เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน
หนึ่งร้อยปีในฐานะพันธมิตรเต๋า นางให้กำเนิดบุตรชายที่สืบทอดพรสวรรค์ของทั้งสอง บุตรชายร่าเริงสดใส ติดนางผู้เป็นมารดาอย่างมาก
เพราะบุตรชาย ใบหน้าเย็นชาของพันธมิตรเต๋าก็มีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นบ้าง ชีวิตของพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกช่างมีความสุขดี
หลี่จิงเสวี่ยคิดว่าทั้งสามคนจะมีความสุขไปตลอดชีวิต แต่เมื่อนั้นเอง ข้างกายพันธมิตรเต๋าของนางก็มีน้องร่วมสำนักหญิงคนใหม่
น้องร่วมสำนักหญิงพรสวรรค์สูง หน้าตางดงาม ร่าเริงสดใส ยามมองนาง แววตาของพันธมิตรเต๋าที่เย็นชาดั่งภูเขาน้ำแข็งต่อนางเป็นประจำพลันอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน น้องร่วมสำนักหญิงยังชอบคลอเคลียออดอ้อนพันธมิตรเต๋าของนางอีกด้วย
หลี่จิงเสวี่ยเห็นภาพนั้นแล้วแสบตาเหลือเกิน นางทะเลาะกับพันธมิตรเต๋าด้วยเรื่องนี้หลายครั้ง แต่พันธมิตรเต๋ากลับว่านางคิดสกปรก ใส่ไฟเขากับน้องร่วมสำนักหญิงว่ามีใจให้กันทั้งที่เป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้อง
แม้แต่บุตรชายวัยห้าขวบของหลี่จิงเสวี่ย พอเห็นนางก็แสดงสีหน้ารังเกียจ ยังบอกอีกว่าหากท่านแม่ของเขาไม่ใช่นาง แต่เป็นอาเหยียนก็คงดี
หลี่จิงเสวี่ยช็อกยิ่งนัก บุตรชายที่นางเกือบตายคลอด เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ด้วยความลำบาก กลับพูดเช่นนั้นได้ พ่อลูกคู่นี้ไม่พอใจนางเพราะน้องร่วมสำนักหญิง จึงปฏิบัติต่อนางเย็นชาราวน้ำแข็ง
ต่อมา น้องร่วมสำนักหญิงไปฝึกตนในภยันตรายลับแห่งหนึ่งแล้วได้รับพิษโดยไม่คาดฝัน แก่นจิตวิญญาณเสียหาย
พันธมิตรเต๋าผู้ทำสิ่งใดด้วยความสุขุมรอบคอบพลันเป็นบ้าพุ่งเข้าไปในห้องหลอมโอสถของหลี่จิงเสวี่ย ฟาดนางล้มลงกับพื้นโดยไม่ทันระวังตัว แล้วตะเพิดนางว่าเป็นหญิงอสรพิษ อิจฉาพรสวรรค์ของน้องร่วมสำนักหญิง เลยแอบวางยาพิษในโอสถที่มอบให้นาง ทำลายแก่นจิตวิญญาณจนรากฐานพังทลาย
หลี่จิงเสวี่ยตื่นตระหนกยิ่งนัก นางไม่เคยทำเรื่องเช่นนั้นเลย นางรู้ดีถึงความเจ็บปวดที่เส้นลมปราณเสียหาย จะไปทำลายแก่นจิตวิญญาณคนอื่นได้อย่างไร
ทว่า ทั้งพันธมิตรเต๋าและบุตรชายไม่เชื่อคำพูดของนาง พันธมิตรเต๋าถึงกับจะควักแก่นจิตวิญญาณของนางออกมาให้น้องร่วมสำนักหญิงของเขา
พันธมิตรเต๋าใช้เวทสะกดนางให้ขยับไม่ได้ หลี่จิงเสวี่ยพยายามวิงวอนไม่ให้เขาควักแก่นจิตวิญญาณของนาง เพราะรากฐานของนางพังทลายไปแล้ว หากไร้แก่นจิตวิญญาณอีก นางจะกลายเป็นคนไร้ค่า
พันธมิตรเต๋าได้ฟังคำร้องขอของนางก็ตอบด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก "เจ้าทำให้น้องเหยียนต้องสูญเสียแก่นจิตวิญญาณ เจ้าต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องกังวล แม้เจ้าจะเป็นคนไร้ค่า ข้าก็จะเลี้ยงดูเจ้าไปชั่วชีวิต"
เจ็บ ความเจ็บยามถูกคนควักแก่นจิตวิญญาณออกมามันแสนสาหัส
"อย่านะ!" หลี่จิงเสวี่ยลืมตาขึ้นอย่างแรง สะดุ้งพรวดลุกขึ้นนั่ง
นางหอบหายใจแรง แผลที่หน้าท้องเตือนนางให้รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่
นางไม่ตายหรือ?
หลี่จิงเสวี่ยกุมบาดแผลที่หน้าท้อง กวาดตามองรอบด้าน กระท่อมมุงแฝกหลังนี้แสนเรียบง่าย ไม่มีอะไรเลยนอกจากฟางที่นางนอน
หลังคารั่ว มีแสงตะวันส่องลอดรูบนหลังคาลงมา ทำให้ภายในกระท่อมสว่างจ้า
ที่นี่ที่ไหนกัน? นางถูกควักแก่นจิตวิญญาณ กระโดดลงเหวต้องห้ามผาเมี่ยเซียนของโลกฝึกบำเพ็ญ คิดว่าตนเองต้องตายแล้วแท้ๆ
ขณะที่หลี่จิงเสวี่ยกำลังคิดฟุ้งซ่าน ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดังตุ้บๆ หลี่จิงเสวี่ยหันไปมอง สบเข้ากับดวงตาโตแป๋ววาววับคู่หนึ่ง
ดวงตาโตคู่นั้นเป็นของเด็กหญิงวัยประมาณสองสามขวบ มีผมจุกสองข้าง ใบหน้าเล็กตอบโซยิ่งขับเน้นดวงตาแป๋ววาววับให้โตสว่างสดใส
เด็กหญิงซูบผอมมองนางอย่างเหม่อลอย หลี่จิงเสวี่ยเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้นาง "เจ้า..."
เพียงแค่เอ่ยปาก เด็กน้อยที่ยืนตะลึงพลันได้สติ นางมีท่าทีลนลานราวกระต่ายน้อยที่ถูกทำให้ตกใจ ถอยหลังหลายก้าว แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันทีโดยไม่ลังเล
หลี่จิงเสวี่ยอยากเรียกนางไว้ "เดี๋ยวก่อน... แค๊กๆ!"
เพราะสลบไปนานเกินไปจากบาดแผลหรือไร ลำคอแห้งจนพอพูดก็ไอ
อาเจาที่วิ่งออกไปจากกระท่อมมุงแฝกได้ยินเสียงไอมาจากด้านหลัง จึงหยุดฝีเท้า ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ย่องเท้ากลับมาที่ประตู
นางจับขอบประตูเบาๆ อย่างระมัดระวัง ชะเง้อมองดูสถานการณ์ภายในบ้าน
ท่านแม่ที่นางอุตส่าห์เก็บมาเมื่อคืนนี้ กำลังเอามือปิดปากไอไม่หยุด
ท่านแม่หน้าซีดขาว คิ้วขมวด ดูทรมานมาก
อาเจาเริ่มลังเล
"เจ้ากำลังทำอะไร?" เสี่ยวไป๋มองเด็กหญิงที่จับขอบประตูทำท่าลับๆ ล่อๆ อย่างไม่เข้าใจ
อาเจาตกใจจนสะดุ้ง หันไปทำมือจุ๊ปากใส่มัน
เสี่ยวไป๋: ???
มันยิ่งงง "เกิดอะไรขึ้น?"
อาเจาลดเสียงต่ำลงบอกมัน "ท่านแม่ข้าตื่นแล้ว"
เสี่ยวไป๋ "แล้วยังไง?"
อาเจาก้มหน้านัวเนียชายเสื้อ ตอบเบาๆ "ข้ากลัวน่ะสิ"
เสี่ยวไป๋แปลกใจ "เจ้ากลัวด้วยหรือ?"
ถ้ามันจำไม่ผิด เมื่อวานเด็กคนนี้เพิ่งได้ยินมันพูดภาษาคน ก็พุ่งเข้ามากอดมันไม่ยอมปล่อยทันที ตาเป็นประกาย
เจอสตรีคนนั้นได้ไม่ทันไรก็เรียกนางว่าท่านแม่ นางจะกลัวได้อย่างไร?
อาเจาทำลีลาอายๆ "ข้ากลัวท่านแม่ไม่ชอบข้า"
เสี่ยวไป๋: ...
มันอดไม่ได้ที่จะถาม "เจ้าเรียกนางว่าท่านแม่แล้วแท้ๆ ยังจะสนใจอีกหรือว่านางชอบเจ้ารึไม่?"
มันคิดว่านางหนาด้านเสียอีก
อาเจาก็ยังกังวล "ถ้าท่านแม่ไม่ชอบข้า ข้าควรทำอย่างไรดี?"
ก็เพราะป้าสะใภ้ไม่ชอบนางถึงได้ตีนาง
เพราะเด็กคนอื่นในหมู่บ้านไม่ชอบนางถึงได้วิ่งไล่ตีนาง
อาเจ้าอยากได้ท่านแม่ อยากมีบ้าน แต่นางก็กลัว กลัวท่านแม่ไม่ชอบนาง กลัวท่านแม่จับไม้กวาดตีนางเหมือนป้าสะใภ้
ป้าสะใภ้ตีทีเจ็บมาก นางกลัว
เสี่ยวไป๋ไม่รู้ความคิดในใจของเด็กน้อย จึงพูดว่า "เจ้าช่วยชีวิตนาง นางจะไม่ชอบเจ้าได้อย่างไร?"
"จริงหรือ?"
สบกับดวงตาเป็นประกายของเด็กน้อย เสี่ยวไป๋ชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ "ก็น่าจะนะ"
มันเห็นอดีตของสตรีนางนั้น บุตรชายของนางชวนให้ขยะแขยงยิ่ง เมื่อเทียบกับบุตรชายที่ชวนให้ขยะแขยงนั่นแล้ว เด็กหญิงตรงหน้านี้ทั้งรู้จักโตและน่ารัก อีกฝ่ายต้องชอบนางแน่นอน