“ทุ่มเงิน”
“ฝึกต่อไป”
ภายในห้วงมิติอันว่างเปล่า ไม่มีการผลัดเปลี่ยนกลางวันกลางคืน มีเพียงความเงียบงันไร้ที่สิ้นสุด
หลี่ชิงซานนั่งขัดสมาธิ ราวกับรูปสลักที่ตั้งตระหง่านไม่ไหวติงมานับกาลนาน
เส้นทางการโคจรปราณของ“ฝ่ามือหมาป่าสวรรค์คำรามจันทร์”หมุนเวียนอยู่ในร่างของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
สิบปี
ร้อยปี
สามร้อยปี
ปราณแกร่งค่อย ๆ เปลี่ยนจากความกร้าวแกร่งในช่วงแรก ไปสู่ความพลิ้วไหวแปรเปลี่ยนหลากหลายของ “แปรขนนก” ขั้นที่สอง จนบัดนี้เริ่มแปรสภาพไปสู่ระดับที่ลึกล้ำยิ่งกว่า
ขั้นฮว่าจิ้งชั้นที่สาม มีชื่อว่าแปรสภาพปราณแกร่ง
แต่ระหว่างฝึกฝน หลี่ชิงซานค้นพบว่าการแปรสภาพเพียงอย่างเดียวเป็นแค่การใช้พลังอย่างผิวเผิน
รากฐานของเขาคือ “คลื่นซ้อนอัสนีเร้น” ที่ขัดเกลามานานถึงห้าหมื่นปี
ปีที่หกร้อยสามสิบเอ็ด
หลี่ชิงซานพลันลืมตาขึ้นในห้วงมิติอันว่างเปล่า
ทะลวงขั้น!
ขั้นฮว่าจิ้งชั้นที่สาม!
เขาไม่ได้ใช้ชื่อ “แปรสภาพ” ที่คนรุ่นก่อนตั้งไว้ แต่ตั้งชื่อขั้นที่สามของตนขึ้นใหม่
สะดุ้งวสันต์
สรรพสิ่งจำศีล สายฟ้าหนึ่งฟ้าปลุกวสันต์
เมื่อมาถึงขอบเขตนี้ ประสาทสัมผัสของเขาก็หลุดพ้นจากพันธนาการของประสาทสัมผัสทั้งห้าโดยสิ้นเชิง
นี่คือสัญชาตญาณลึกลับเกินหยั่งถึง ประหนึ่งเลือดลมสัมผัสเตือนภัย
ไม่จำเป็นต้องให้อีกฝ่ายเข้ามาในระยะสิบจั้งของ “สดับพลัง” และไม่จำเป็นต้องมองเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
ขอเพียงมีใครแอบคิดสังหารเขาอย่างแท้จริง
ขอเพียงอันตรายถึงชีวิตกำลังจะมาเยือน
ร่างกายของเขาก็จะเตือนภัยขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ราวกับจักจั่นฤดูใบไม้ร่วงที่จำศีลอยู่รับรู้ถึงลมหนาว
สัญชาตญาณเช่นนี้มิใช่การหยั่งรู้อนาคต
หากเป็นสัญชาตญาณดิบเยี่ยงสัตว์ป่า
ยิ่งไปกว่านั้น
เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นฮว่าจิ้งชั้นที่สาม ขอบเขตสะดุ้งวสันต์ “อัสนีเร้นไร้ลักษณ์” ของหลี่ชิงซานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แต่ก่อน เขาต้องใช้ “สดับพลัง” ค้นหาคลื่นความถี่ของอีกฝ่าย แล้วทำให้เกิดการสั่นพ้องจึงจะจุดระเบิดอัสนีเร้นได้
