ที่แท้ เพราะดอกไม้เพิ่งผลิบานก็ถูกเด็ดไปเสียแล้ว โอกาสที่จะได้กินผลไม้จึงมีน้อยมาก
ต่อให้ดอกไม้ของผลไม้โชคดีได้รับการผสมเกสรจนติดผล ผู้คนในกาแล็กซีก็ไม่รู้จักมัน ต่อให้เจอผลไม้เข้าก็ไม่คิดเสียเวลาเด็ดไปศึกษาหรอก
เพราะอย่างนี้เอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในความรับรู้ของทุกคนจึงมีเพียงดอกไม้เท่านั้นที่สกัดพลังงานออกมาใช้ทำยาชำระล้างได้
ลู่จิ่นหลีอ่านมาถึงตรงนี้ก็ยังไม่รู้ว่าผักใช้ได้หรือเปล่า เพราะไม่มีเครื่องมือให้ทดลอง
แต่พอเห็นตัวเลือกสิ่งของเอาชีวิตรอดหนึ่งอย่าง และมองของเหล่านั้น ลู่จิ่นหลีก็ถึงกับอึ้ง
“นี่อะไรเหรอ?” ลู่จิ่นหลีชี้ไปยังลังที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างในมีขวดโหลหลายใบที่เธอคุ้นตา
“สมกับเป็นคนที่มาจากดาวขยะจริง ๆ ขนาดเครื่องปรุงที่สถาบันวิจัยดาวศูนย์กลางเพิ่งคิดค้นขึ้นมายังไม่รู้จักเลย”
ลู่จิ่นหลีได้ยินแล้วหันไปมอง เห็นผู้ชายคนหนึ่งย้อมผมสีเหลือง แต่เธอไม่รู้จักเขา
ในเมื่อไม่รู้จักกัน ลู่จิ่นหลีก็ขี้เกียจสนใจ แต่ไหน ๆ มันก็เป็นเครื่องปรุง เธอจึงเปิดออปติกเบรนค้นหาดู พอแน่ใจว่าเป็นของจริงก็หยิบเครื่องปรุงเดินไปอีกทาง
ตอนแรกชายผมเหลืองยังโมโหอยู่ แต่พอเห็นลู่จิ่นหลีถือเครื่องปรุง สีหน้าก็เต็มไปด้วยความสะใจ
เขาเคยซื้อเครื่องปรุงนั่นมากินแล้ว รสชาติแปลกสุด ๆ แถมยังกินไม่อิ่ม สู้เลือกน้ำสารอาหารมาหนึ่งลังไม่ได้ด้วยซ้ำ
จากนั้นชายผมเหลืองก็เลือกน้ำสารอาหาร แล้วเหลือบมองไปทางที่ลู่จิ่นหลีอยู่ ก่อนจะกลับไปหาพวกของตัวเองและเริ่มป่าวประกาศเรื่องของเธอ
ลู่จิ่นหลีกำลังค้นข้อมูลเครื่องปรุงในออปติกเบรน ดูว่ามีกี่ชนิด จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างตัว
“สวัสดี ฉันชื่อหยางเถียนเถียน”
เสียงหวานใสดังขึ้น ลู่จิ่นหลีละสายตาจากออปติกเบรน แล้วก็เห็นสาวน้อยหน้าตาหวานคนหนึ่งจริง ๆ
“สวัสดี ลู่จิ่นหลี”
ลู่จิ่นหลีคิดในใจว่า สมกับเป็นสาวหวานจริง ๆ แม้แต่ชื่อก็ยังหวานเหมือนกัน
“เมื่อกี้ฉันได้ยินมาว่าเธอเลือกเครื่องปรุงมาหนึ่งลังเหรอ? ฉันเคยซื้อของนั่นมาลองแล้ว ไม่อร่อยเท่าน้ำสารอาหาร แถมยังกินไม่อิ่มด้วย” พอเห็นลู่จิ่นหลียอมคุยด้วย หยางเถียนเถียนก็พูดจุดประสงค์ที่มาหาเธอออกมา
“เครื่องปรุงไม่ได้เอาไว้กินเปล่า ๆ แต่เอาไว้ผัดอาหาร” ลู่จิ่นหลีเล่าเรื่องที่เพิ่งเห็นในเน็ตดวงดาวให้หยางเถียนเถียนฟัง
เธอไม่คิดเลยว่าเครื่องปรุงพวกนี้จะถูกคิดค้นมานานขนาดนี้แล้ว ที่ดาวศูนย์กลางก็มีคนทำอาหารเหมือนกัน เพียงแต่รสชาติของอาหารที่ทำออกมาไม่ค่อยดีนัก
แถมในเน็ตดวงดาวยังมีสูตรอาหารอีกตั้งเยอะ แต่กลับหาเจอวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง
ลู่จิ่นหลีสงสัยว่าสถาบันวิจัยคงค้นคว้าวัตถุดิบไม่สำเร็จ เลยหันไปศึกษาเครื่องปรุงแทน
เพราะวัตถุดิบต้องใช้พืช แต่เครื่องปรุงสกัดได้ ต่อให้ไม่มีอาหารก็ยังสังเคราะห์ขึ้นมาได้
เมื่อกี้เธอลองดูแล้ว เครื่องปรุงในลังมีครบทุกชนิด แถมกลิ่นที่ได้จากระบบเสมือนจริงในเน็ตดวงดาวก็ใกล้เคียงกับของจริง แถมยังจัดหม้อมาให้ด้วยอย่างใส่ใจ
หยางเถียนเถียนเห็นลู่จิ่นหลีไม่ได้ไปเปลี่ยนเป็นน้ำสารอาหาร ในใจก็ตัดสินใจไว้แล้วว่า ถ้าหิวจนทนไม่ไหวจริง ๆ เธอจะแบ่งให้ลู่จิ่นลีกินบ้าง
ไม่นาน ทุกคนก็เลือกของที่จะพกติดตัวกันเสร็จ ผู้บัญชาการสูงสุดของโรงเรียนทหารจึงเริ่มกล่าว
“ทุกคน การเอาชีวิตรอดบนดาวรกร้างครั้งนี้จะกินเวลาสามเดือน พวกเธอจะรวมกลุ่มกันก็ได้ หรือจะไปคนเดียวก็ได้ แต่ห้ามโจมตีเพื่อนร่วมรุ่น การถ่ายทอดสดจะดำเนินไปตลอด หากพบว่าฝ่าฝืน จะถูกตัดสิทธิ์การจบการศึกษาโดยตรง”
พอได้ยินแบบนั้น ลู่จิ่นหลีก็ถอนหายใจโล่งอก ถ้าต้องแข่งขันกันแบบผู้แข็งแกร่งอยู่รอด เธอคงไม่รอดจนถึงตอนลงจอดด้วยซ้ำ
แต่ผู้บัญชาการพูดแค่ว่าห้ามโจมตีเพื่อนร่วมรุ่น ไม่ได้บอกว่าห้ามแย่งของ เพราะงั้นก็ยังอันตรายอยู่ดี
แต่ลู่จิ่นหลีไม่ต้องกังวล เพราะหลังจากชายผมเหลืองป่าวประกาศเรื่องของเธอ เรื่องที่เธอเลือกเครื่องปรุงก็แพร่ไปทั่วแล้ว
เธอไม่มีน้ำสารอาหารติดตัว แถมยังมาจากดาวขยะ จึงไม่มีใครจับตามอง ตอนนี้เธอปลอดภัยมาก
ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าพอทุกคนขึ้นยานอวกาศกันหมดแล้ว ไม่มีใครเข้ามาชวนลู่จิ่นหลีคุยเลย แม้แต่หยางเถียนเถียนที่ก่อนหน้านี้เข้ามาคุยด้วย ก็ถูกเพื่อนลากตัวไปแล้ว
ลู่จิ่นหลีไม่กังวลสักนิด อยู่คนเดียวยิ่งดี เธอแค่แอบเอาตัวรอดไปเงียบ ๆ ก็พอ
ยานอวกาศบินอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ระหว่างทางผ่านการกระโดดข้ามรูหนอนหลายครั้ง ก่อนจะลงจอดบนดาวดวงหนึ่ง
ตอนยานลงจอด ลู่จิ่นหลีมองผ่านหน้าต่างยานออกไป เห็นดาวที่พวกเธอกำลังจะไปมีสีฟ้าคราม ดูคล้ายโลกในอดีตมาก
แต่ลู่จิ่นหลีรู้ดีว่ามันเป็นแค่ดาวที่หน้าตาคล้ายโลกเท่านั้น
ดาวดวงนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลก และพิกัดก็ไม่ได้อยู่ในระบบดาวของทางช้างเผือก ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นโลกได้
ตามข้อมูลแนะนำดาวเคราะห์ที่เปิดให้ดูในยาน ดาวดวงนี้เพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ โรงเรียนทหารสำรวจไปแล้ว และจัดการสัตว์อันตรายเรียบร้อย
ลู่จิ่นหลีรู้ว่าเมื่อจัดการพวกสัตว์บนดาวดวงนี้แล้ว ดอกไม้ที่เห็นเด่นชัดคงถูกเด็ดไปหมด เหลือเพียงพวกที่เก็บไม่ทันเท่านั้น
แต่ลู่จิ่นลีก็ไม่กังวล ด้วยสถานะอย่างเธอ ต่อให้เจอของดีขึ้นมาก็คงปกป้องไว้ไม่ได้ สู้แอบรวยอยู่คนเดียวยังดีกว่า
หลังจากยานอวกาศส่งทุกคนลงบนดาวรกร้างแล้ว ก็มีอุปกรณ์ถ่ายทอดสดตามหลังแต่ละคนไปหนึ่งเครื่อง การถ่ายทอดสดที่กินเวลาสามเดือนจึงเริ่มต้นขึ้น
ณ ศูนย์ควบคุมของโรงเรียนทหาร เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าไปในดาวรกร้างกันหมดแล้ว คนที่อยู่ในห้องต่างก็ถอนหายใจโล่งอก
“ภาพที่สมองหลักตรวจจับได้เป็นความจริงหรือเปล่า?” ชายสวมเครื่องแบบทหารซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธานมองคนหลายคนเบื้องล่าง
“เรียนผู้บัญชาการ สมองหลักตรวจพบพืชจำนวนมากบนดาวสุ่ยหลานที่ใช้ทำยาชำระล้างได้ แต่พวกเราออกค้นหาแล้ว พบเพียงดอกไม้บางส่วนเท่านั้น” ทหารในชุดรบตอบชายที่อยู่เบื้องบน
“ตอนนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว สิ่งที่พวกเราหาเจอมีน้อยกว่าที่สมองหลักตรวจพบมาก ส่วนหนึ่งต้องเป็นพืชใบเขียวแน่ ๆ”
“จะเป็นไปได้หรือเปล่า ก็ต้องรอดูอีกครึ่งเดือนว่าเด็กพวกนี้จะหาอาหารได้มากแค่ไหน”
“ไปกันเถอะ ที่เหลือปล่อยให้โรงเรียนทหารจัดการก็พอ”
หลังจากคนของกองทัพออกไปแล้ว อธิการบดีก็หันไปมองจอขนาดใหญ่ที่ฉายอยู่ตรงหน้า
เมื่อเห็นข้อความแสดงความคิดเห็นที่ปรากฏอยู่บนจอ อธิการบดีกับอาจารย์คนอื่น ๆ ของโรงเรียนทหารก็เริ่มคัดเลือกคนที่น่าจับตามอง
【การเอาชีวิตรอดบนดาวรกร้างของโรงเรียนทหารกำลังจะเริ่มแล้ว!】
【ได้ยินว่าปีนี้มีคนที่ยังเรียนไม่จบเข้าร่วมด้วยตั้งหลายคน ไม่รู้ว่าจะรั้งท้ายหรือเปล่า】
【ก็ไม่แน่หรอก คนที่ยังเรียนไม่จบก็แค่ยังเรียนไม่จบเท่านั้น แต่พวกเขาเคยลำบากมาก่อนนะ】
【ไม่พูดแล้ว ดูนายน้อยตระกูลหวงสิ เพิ่งเข้าไปก็เด็ดดอกไม้ได้ดอกหนึ่งแล้ว】
【แค่นี้เองเหรอ พวกนายไม่เห็นคุณชายตระกูลกู้หรือไง โชคดีสุด ๆ เพิ่งลงถึงพื้นก็ล้มทับช่อดอกไม้เข้าให้】
【คุณชายตระกูลกู้โชคดีจริง แต่ก็ซวยอยู่เหมือนกันนะ เจอดอกไม้ก็จริง แต่ดันล้มทับจนมันเละไปแล้ว】
คุณชายตระกูลกู้ที่ชาวเน็ตคนนั้นพูดถึง ซึ่งล้มทับดอกไม้จนเละ ตอนนี้ก็ได้เจอกับลู่จิ่นหลีแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่เจอกลับไม่ค่อยปกติเท่าไร
ตอนนี้คนหนึ่งคุกเข่าคว่ำหน้าอยู่กับพื้น ส่วนอีกคนยืนตาค้าง ทั้งคู่มีสีหน้าเหลือเชื่อ
แน่นอนว่าคนที่ยืนอยู่ก็คือลู่จิ่นหลี
