เสียงนั้นทุ้มหนัก แฝงความดุดันราวกับไม่กลัวตาย
ไม่ใช่เสียงคนเคาะประตูแน่นอน!
ฟังดูเหมือนสัตว์ใหญ่บางชนิดใช้หัวกระแทกบานประตูอย่างแรง
แววตาของลู่เจิงพลันเปลี่ยนไป
ดวงตาคู่นั้นที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน บัดนี้กลับเย็นเยียบราวกับก้อนหินที่จับตัวเป็นน้ำแข็งอยู่นอกบ้าน
ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาในชั่วพริบตา
แทบจะเป็นสัญชาตญาณ เขาโยนเชือกแดงในมือทิ้ง แล้วยื่นแขนออกไปอุ้มซุ่ยซุ่ยที่ตกใจเข้ามาแนบอกอันแข็งแรง
“ลุง?”
มือเล็ก ๆ ของซุ่ยซุ่ยกำเสื้อบริเวณอกของลู่เจิงแน่น ร่างน้อยยังสั่นเทา
เธอตกใจกลัวมาก
แค่เสียงลมด้านนอกก็น่ากลัวพออยู่แล้ว เสียงกระแทกประตูที่ดังขึ้นกะทันหันยิ่งทำให้หัวใจของเด็กหญิงวัยสามขวบครึ่งบีบรัด
“ไม่ต้องกลัว”
เสียงของลู่เจิงต่ำมาก แฝงความหนักแน่นที่ทำให้คนฟังรู้สึกอุ่นใจ
มือข้างหนึ่งปกป้องซุ่ยซุ่ยไว้แน่น ส่วนอีกข้างเอื้อมไปควานตรงมุมผนังข้างเตียงเตา
ตรงนั้นมีมีดเชือดหมูเล่มหนึ่งตั้งอยู่ ใบมีดถูกลับจนวาววับ
แสงเย็นเยียบคมกริบวาบผ่านคมมีดใต้แสงตะเกียงน้ำมันสีเหลืองสลัว
เขาวางซุ่ยซุ่ยลงเบา ๆ ตรงมุมด้านในสุดของเตียงเตา ใช้ผ้าห่มนวมหนาห่อร่างน้อยไว้ เหลือเพียงศีรษะเล็ก ๆ โผล่ออกมา
“ซุ่ยซุ่ยเด็กดี นั่งอยู่ตรงนี้ อย่าขยับนะ”
ซุ่ยซุ่ยกลัวมาก แต่เธอเชื่อฟังลุง
เด็กหญิงพยักหน้าหงึก ๆ ดวงตากลมโตสีดำสนิทจับจ้องแผ่นหลังของลู่เจิงไม่วาง ริมฝีปากเล็กเม้มแน่น ไม่กล้าร้องไห้ออกมา
ลู่เจิงคว้ามีดเชือดหมูขึ้นมา ซ่อนไว้ด้านหลังโดยจับกลับหัว
ฝีเท้าของเขาแผ่วเบา ราวกับหมาป่าเดียวดายที่ย่องผ่านหิมะ ทุกย่างก้าวไร้เสียง
“ปัง! ปัง!”
เสียงกระแทกดังติดกันสองครั้ง รุนแรงกว่าเดิม!
บานประตูไม้หนาหนักทั้งบานสั่นสะเทือน กลอนประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ราวกับพร้อมจะหักได้ทุกเมื่อ
