ลมหมุนวนอยู่ในลานบ้าน พัดเกล็ดหิมะบนพื้นให้ลอยฟุ้ง พร้อมส่งเสียงหวีดหวิวชวนขนลุก
ไฟในเตาอั้งโล่ลุกโชน ส่องให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งของลู่เจิงสว่างวาบสลับมืดสลัว
มีดเชือดหมูในมือเขาพลิกไปมาอย่างรวดเร็ว จนเหลือเพียงภาพพร่าเลือน
เขาแบ่งเนื้อหมูชิ้นใหญ่ได้อย่างแม่นยำ แยกส่วนติดมันกับเนื้อแดง เลาะมันแข็งออกอย่างสะอาดหมดจด
เนื้อพวกนี้แลกมาด้วยโชคของซุ่ยซุ่ย!
เขาหันไปมองในบ้าน
แสงตะเกียงน้ำมันส่องผ่านกระดาษหน้าต่างออกมาเป็นสีเหลืองนวล อบอุ่นจับตา
เจ้าดำนั่งหมอบอยู่ตรงประตู ราวกับเทพเฝ้าประตูสีดำตัวหนึ่ง มันตั้งหูอย่างระแวดระวัง คอยเฝ้าเจ้านายตัวน้อยอย่างซื่อสัตย์
ลู่เจิงรู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อย
เขาต้องรีบแล้ว
พอฟ้าสาง พายุหิมะซาลง กลิ่นเนื้อที่อบอวลไปทั่วลานบ้านคงปิดไม่มิดแน่
เขานำเนื้อหมูที่หั่นเรียบร้อยแล้วซึ่งหนักกว่าห้าสิบกิโลกรัม ค่อย ๆ วางเรียงลงบนรถลากไม้เก่า ๆ ทีละชิ้น
วางเนื้อติดมันไว้ข้างล่าง เนื้อแดงไว้ข้างบน กองพูนขึ้นเป็นเนินเล็ก ๆ
สุดท้าย เขาคว้าผ้าใบกันฝนผืนหนามาคลุมกองเนื้อจนมิด แล้วใช้เชือกป่านเส้นใหญ่พันหลายรอบ รัดแน่นจนแทบขยับไม่ได้
พอจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็ผลักประตูบ้านเข้าไป
ไอร้อนที่ปนกลิ่นเนื้อพุ่งเข้าปะทะใบหน้า
ซุ่ยซุ่ยหลับไปแล้ว แก้มเล็ก ๆ แดงระเรื่อ ปากน้อย ๆ จู๋ขึ้นนิด ๆ หลับสนิทอย่างมีความสุข
เจ้าดำได้ยินเสียงก็ลุกขึ้นทันที หางแกว่งเบา ๆ ในลำคอส่งเสียงครางต่ำ ๆ แววตาเต็มไปด้วยคำถาม
ลู่เจิงย่อตัวลง ลูบหัวเจ้าดำที่ขนดำขลับเป็นมัน
“เฝ้าบ้านให้ดี ดูแลซุ่ยซุ่ยด้วย” เขากดเสียงต่ำ น้ำเสียงหนักแน่นไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
เจ้าดำราวกับฟังเข้าใจ มันเอาหัวถูฝ่ามือเขาเบา ๆ ก่อนจะกลับไปนั่งหมอบอยู่ตรงประตูอย่างสงบนิ่ง
ลู่เจิงมองซุ่ยซุ่ยที่หลับสนิทเป็นครั้งสุดท้าย แววตาอ่อนโยนเสียจนแทบละลาย
เขาปิดประตูเบา ๆ แล้วหันกลับไปจับด้ามรถลากไม้ด้วยสองมือ
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากมือขึ้นมา
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ลมหนาวปนเกล็ดหิมะไหลทะลักเข้าเต็มอก
