พูดจบ ลู่เจิงก็ไม่ได้รั้งอยู่นาน เขาอุ้มซุ่ยซุ่ยแล้วก้าวฉับ ๆ เลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กข้างทางทันที
เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่หลายรอบ ลู่เจิงก็มาถึงลานด้านหลังตลาดมืดที่เฉินเปียวเป็นคนดูแลอย่างคุ้นเคย
ที่นี่ยังคงเหมือนเดิม ผู้คนส่งเสียงอื้ออึง สินค้ากองพะเนินราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ
แต่ลู่เจิงไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขาเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังห้องลับตาของเฉินเปียว
เฉินเปียวกำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ข้างมือมีถ้วยชาที่ไอร้อนลอยกรุ่น
พอเห็นลู่เจิงอุ้มเด็กเข้ามา เขาก็เลิกคิ้ว ส่งสัญญาณให้ลูกน้องรินชา
“เจิงจื่อ วันนี้มีเวลาว่างพาเด็กมาหาฉันได้ยังไง?”
ลู่เจิงไม่พูด ไม่รับชา แล้วเดินตรงไปหยุดข้างโต๊ะไม้ที่ขัดจนมันวาวตรงหน้าเฉินเปียว
มืออีกข้างค่อย ๆ สอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อที่แนบลำตัว กระเป๋าเย็บแน่นหนา คลำดูแล้วตุงจนหนักอึ้ง
ปลายนิ้วของลู่เจิงล้วงเข้าไป ค่อย ๆ เกี่ยวสิ่งของข้างในออกมาอย่างระมัดระวัง
การเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้า แต่มั่นคง
เฉินเปียวมองเขาด้วยความสงสัย แววตาเจือความใคร่รู้
เขายกถ้วยชาขึ้นเป่าไล่ไอร้อน สายตาจับจ้องมือข้างนั้นของลู่เจิงไม่วาง
ตอนลู่เจิงชักมือออกมา ในมือกำห่อผืนหนึ่งไว้แน่น ห่อไว้อย่างมิดชิด ราวกับข้างในซ่อนของมีค่าที่ไม่ควรให้ใครเห็น
ลู่เจิงค่อย ๆ แกะห่อออกทีละชั้นต่อหน้าเฉินเปียว
ชั้นหนึ่ง สองชั้น สามชั้น…
เมื่อผ้าถูกคลี่ออกจนหมด ก้อนสิ่งของหนักอึ้งที่เปล่งประกายสีทองก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะไม้อย่างเด่นชัด
