ดวงตาเรียวสามเหลี่ยมของหญิงม่ายจางเบิกกว้าง จ้องแผ่นหลังของลู่เจิงที่หายลับไปตรงหัวมุมปากทางเข้าหมู่บ้านเขม็ง
ลูกกระเดือกของเธอขยับขึ้นลง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
แป้งสาลีขาว!
แป้งฟู่เฉียงขาวราวกับหิมะ!
แถมผ้าฝ้ายที่โผล่ออกมาจากปากกระสอบนิดหนึ่งก็ขาวราวหิมะเหมือนกัน!
ตายแล้ว!
ลู่เจิงขึ้นเขาไปขุดเจอก้อนทองมาหรือไง?
เธอผุดลุกขึ้นจากหลังกองฟาง ปัดเศษหญ้าที่ติดก้นออก แล้ววิ่งปรู๊ดไปทางใจกลางหมู่บ้านด้วยขาคู่เล็ก ๆ ราวกับติดล้อกงล้อไฟ
ฤดูหนาวแบบนี้ ชาวบ้านต่างขี้เกียจออกจากบ้าน
แต่หญิงม่ายจางเป็นข้อยกเว้น
เธอวิ่งรวดเดียวไปถึงใต้ต้นไหวเก่าแก่ตรงหัวหมู่บ้าน ที่นี่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข่าวสารของพวกแม่บ้านในหมู่บ้าน
“แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เธอตะโกนสุดเสียง ทันใดนั้นก็มีคนโผล่หน้าออกมาจากบ้านหลายหลัง
“หญิงม่ายจาง บ้านเธอมีคนตายหรือไง ถึงได้ร้องโหยหวนแบบนั้น?”
หญิงม่ายจางเท้าเอว หอบหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนริษยาอย่างปิดไม่มิด
“แปลกยิ่งกว่ามีคนตายอีก!”
เธอจงใจอุบไว้ก่อน รอจนคนมามุงกันมากขึ้นแล้วค่อยลดเสียงลง พูดด้วยน้ำเสียงโอเวอร์สุดขีด
“ฉันเห็นกับตา! ลู่เจิง ดาวอัปมงคลแห่งตระกูลลู่คนนั้น รวยแล้ว!”
“เมื่อกี้นี้เอง แบกแป้งขาวมาเต็มกระสอบ! ฟังให้ดีนะ แป้งขาว ไม่ใช่แป้งข้าวโพดสีดำ ๆ นั่น!”
“ใต้กระสอบยังรองด้วยผ้าฝ้ายใหม่เอี่ยม ขาวจ้าจนแสบตาฉันเลย!”
คำพูดนั้นเหมือนหยดน้ำมันร้อนกระเด็นลงหม้อน้ำเย็น
เสียงฮือฮาดังขึ้น ผู้คนแตกตื่นกันไปหมด!
“อะไรนะ? แป้งขาวเหรอ?”
“เธอดูผิดหรือเปล่า? เขาเอาเงินมาจากไหน?”
“ต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือหาอะไรดี ๆ ได้ แล้วเอาไปแลกเงินที่อำเภอแน่ ๆ!”
“พระเจ้า แป้งขาวตั้งกระสอบหนึ่ง ต้องใช้เงินเท่าไรเนี่ย!”
ข่าวแพร่กระจายรวดเร็วราวกับติดปีก ไปทั่วทั้งหมู่บ้านซิ่งฮวา
