เสียงตะคอกกึกก้องกรีดผ่านความเงียบงันราวกับผิวน้ำทั้งสายตายไปแล้ว ลู่ต้าฉียงพุ่งออกมาจากดงต้นอ้อแห้งเหลือง
เขาดูราวกับหมาป่าหิวโซที่คลุ้มคลั่ง
เส้นผมยุ่งเหยิงยังมีเศษหญ้าติดอยู่ ใบหน้าเขียวคล้ำจากความหนาวเหน็บ
มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำราวกับมีไฟลุก จ้องเขม็งไปยังกองปลาที่ยังดิ้นพล่านอยู่บนหิมะ
“ลู่เจิง! ไอ้สารเลว!”
เขาวิ่งพลางตะโกนเสียงแหบพร่า ทั้งแหลมทั้งบาดหูเพราะความตื่นเต้น
“ขโมยปลาบ้านฉันเหรอ วางลงเดี๋ยวนี้!”
หิมะใต้เท้ากระจายกระเซ็น เขาพุ่งเข้าใส่ตะกร้าสะพายข้างซุ่ยซุ่ยอย่างไม่คิดชีวิต
ท่าทางนั้นไม่เหมือนจะมาแย่งปลา แต่ราวกับจะมาสู้ตายเสียมากกว่า
ในตะกร้า ซุ่ยซุ่ยสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงตะโกนที่ดังขึ้นกะทันหัน
ใบหน้าเล็กซีดเผือด ดวงตากลมโตดำขลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เธอหดตัวเข้าหาน้าชายโดยไม่รู้ตัว มือเล็กกำขากางเกงเก่าขาดของลู่เจิงไว้แน่น
“น้า...น้าจ๋า...”
เสียงเล็กเจือสะอื้น เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและต้องการที่พึ่ง
ลู่เจิงรู้สึกได้ถึงแรงสั่นจากขากางเกง จึงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น
บนผืนน้ำแข็ง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาทอดทับลงมาเป็นเงาดำมืด ราวกับภูเขาที่เงียบงัน
เขาไม่พูดอะไรและไม่ขยับ
เพียงยืนนิ่ง มือจับขวานบิ่นที่ฟันจนเกิดรอยแหว่ง ปักลงบนผิวน้ำแข็งอย่างไม่ใส่ใจ
“ตึง!”
คมขวานฝังลงในน้ำแข็งหนาอีกครั้ง
ในดวงตาของเขาไม่มีความโกรธ ไม่มีความตกใจ แม้แต่ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ก็ไม่มี
เป็นสายตาที่ใช้มองคนตาย
เย็นชา เฉยเมย ไร้อารมณ์ใด ๆ
ราวกับคนที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ แต่เป็นก้อนหินที่ขยับได้เอง หรือแมลงเม่าที่กำลังจะพุ่งชน
