ร่างของลู่เจิงปรากฏขึ้นตรงทางเข้าหมู่บ้านซิ่งฮวาอย่างรวดเร็ว
ลมหนาวพัดพาเกล็ดหิมะปลิวว่อน บาดผิวหน้าจนแสบไปหมด
ควันไฟลอยออกมาจากปล่องของทุกบ้านในหมู่บ้าน ทว่ากลับไม่ได้กลิ่นเนื้อสักนิด มีแต่กลิ่นขมไหม้ของแผ่นแป้งธัญพืชหยาบที่ปิ้งจนเกรียม
หิมะตกหนักจนปิดทางขึ้นเขา ทุกบ้านขาดไขมันและอาหารมัน ๆ แต่ละคนหิวจนหนังติดกระดูก
แต่ทันทีที่ลู่เจิงปรากฏตัว บรรยากาศอึมครึมไร้ชีวิตชีวาของหมู่บ้านก็พลันแตกกระจาย
คนแรกที่เห็นเขาคือหญิงม่ายจางตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
เธอกำลังห่อตัวเพราะหนาว เคี้ยวเมล็ดแตงสองเมล็ดที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหน พอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่
“โอ๊ย!”
หญิงม่ายจางแผดเสียงขึ้นทันที ยังไม่ทันคายเปลือกเมล็ดแตงก็ชี้ไปทางแผ่นหลังของลู่เจิงพลางร้องเรียก
“รีบมาดูเร็ว! นั่นไม่ใช่ลู่เจิง ลูกชายคนที่สามของตระกูลลู่เหรอ!”
สิ้นเสียง ประตูไม้เก่า ๆ หลายบานก็เปิดออกดังเอี๊ยด เผยให้เห็นศีรษะที่คลุมผ้าโพกหัวโผล่ออกมาหลายคน
“ใช่เขาจริง ๆ ด้วย!”
“สวรรค์ช่วย! บนหลังเขา...บนหลังเขาคืออะไร ขยับได้ด้วย!”
“ปลา! ปลาเต็มไปหมด! ตะกร้าใหญ่ขนาดนั้น!”
เสียงอุทานดังขึ้นระงม
ปลาที่ยังดิ้นพล่านอยู่ในตะกร้าสะพายหลังของลู่เจิงโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ท่ามกลางหมู่บ้านที่มีแต่สีเทาขาวและเงียบเหงา
ปลาเหล่านั้นอ้วนมาก ทุกตัวมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับต้นแขนของผู้ใหญ่ เบียดกันอยู่ในตะกร้าจนเกล็ดเป็นประกายวาววับ
ดวงตาของชาวบ้านแดงก่ำขึ้นมาทันที
พวกเขาจ้องตะกร้าใบนั้นเขม็ง ลำคอส่งเสียงกลืนน้ำลายออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ยุคนี้อย่าว่าแต่ปลาเลย แค่ได้ซดน้ำแกงผักป่าจืด ๆ สักชามก็นับว่าดีมากแล้ว
ปลาในตะกร้าของลู่เจิงมากพอให้ครอบครัวหนึ่งกินได้นานเป็นเดือน!
