ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ลมก็ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับผีร้องหมาป่าหอนมาจากนอกบ้าน
กระดาษหน้าต่างเก่าขาดรุ่งริ่งถูกลมพัดจนสะบัดดังพึ่บพั่บ ราวกับอีกเดี๋ยวก็จะขาดกระจุย
ลู่เจิงไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
เขาจ้องร่องฟางบนหลังคา ฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอก ในใจหนักอึ้งราวกับมีหินโม่ทับอยู่
หิมะตกหนักขึ้นกว่าเดิม
อากาศแบบนี้อย่าว่าแต่เข้าป่าเลย แค่จะออกจากบ้านก็ต้องเสี่ยงชีวิตแล้ว
เขามองเด็กน้อยที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง
ใบหน้าเล็ก ๆ ของซุ่ยซุ่ยซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเก่าขาด เห็นเพียงกระหม่อมฟูฟ่อง
ลมหายใจสม่ำเสมอ หน้าอกเล็ก ๆ ขยับขึ้นลง
ไข้ลดแล้ว เด็กน้อยก็กลับมามีชีวิตชีวา แต่จะมีแรงได้ก็ต้องอาศัยอาหารเลี้ยงดู
ของในไหที่เหลืออยู่คงประทังได้ไม่ถึงสามวัน
ลู่เจิงลุกขึ้น เดินวนไปทั่วบ้าน
สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่แหจับปลาขาดเป็นรูหลายแห่งตรงมุมผนัง
รอต่อไปไม่ได้แล้ว
เขาเดินไปข้างเตียง คุ้ยหาผ้าทุกชิ้นที่พอจะหาได้ในบ้านออกมา
กางเกงเก่าปะชุนจนเต็มตัวหนึ่งตัว กับเสื้อแขนสั้นที่เขาใส่ไม่ได้มานานแล้ว
แม้แต่ผ้าป่านหนาผืนหนึ่งที่ใช้รองพื้นรองเท้าก็ยังเอามาด้วย
เขาค่อย ๆ เอาผ้าเหล่านั้นห่อตัวซุ่ยซุ่ยทีละชั้น
ซุ่ยซุ่ยถูกเขาปลุกให้ตื่น เด็กน้อยขยี้ตา มองเขาด้วยดวงตาดำขลับที่ยังงัวเงีย
เธอไม่ร้องไห้ ไม่งอแง ยื่นแขนออกมาอย่างว่าง่าย ปล่อยให้น้าห่อตัวเธอจนกลมเป็นลูกบอล
“น้า?”
เสียงเล็กหวานนุ่ม ปนเสียงขึ้นจมูกของคนเพิ่งตื่น
“อืม”
