บทที่ 50 ฉันไม่สนว่าแกเป็นใคร ลงมาจากตัวถั่วงอกน้อยเดี๋ยวนี้
“สินเดิมเป็นสัตว์เพศผู้?” เย่ถังหันกลับมาทั้งตัว คราวนี้สองคำนี้เมื่อแยกกัน เธอรู้จักทุกคำ แต่พอเอามารวมกันกลับทำให้สงสัยว่าตัวเองฟังผิดไป
ลู่อวี่มองความงุนงงบนใบหน้าของเธอที่ไม่คิดปิดบัง ในที่สุดก็เข้าใจว่าเพศเมียตัวน้อยตรงหน้าไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เขานึกถึงตอนที่เธอบอกว่าถูกตระกูลเย่กักขังไว้สิบแปดปี ไม่เคยได้เข้าเรียนแม้แต่วันเดียว ความรู้พื้นฐานที่คนทั้งจักรวรรดิรู้กัน สำหรับเธอล้วนเป็นจุดบอดทั้งสิ้น
ลู่อวี่ถอนหายใจเบา ๆ ในใจ ในฐานะผู้ดูแลเรือนจำหมายเลขศูนย์ตัวจริง และเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเธอดึงห้ายอดนักรบชั้นแนวหน้าของจักรวรรดิกลับมาจากขอบเหวแห่งการพังทลาย เขาคิดว่าจำเป็นต้องสอนเรื่องนี้ให้เธอเสียหน่อย
เขาเลื่อนสมองกลไปไว้ข้าง ๆ แล้วหันตัวมา ใช้น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังสอนหนังสือ อธิบายให้เธอฟังอย่างอดทน
อัตราส่วนเพศเมียกับเพศผู้ของจักรวรรดิแตกต่างกันมาก เพศเมียนั้นมีน้อยเหลือเกิน ดังนั้นตั้งแต่กฎหมายไปจนถึงธรรมเนียมปฏิบัติ กฎเกณฑ์การดำเนินชีวิตของสังคมทั้งมวลจึงสร้างขึ้นโดยมีการคุ้มครองและให้สิทธิพิเศษแก่เพศเมียเป็นหลัก ระบบการสมรสกำหนดให้เพศผู้แต่งเข้าตระกูลของเพศเมีย ไม่เพียงต้องย้ายไปอยู่ด้วย แต่ยังต้องนำสินเดิมก้อนโตไปด้วย ทั้งทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน และทรัพยากร ทุกอย่างล้วนตกเป็นของเพศเมีย
เพศเมียมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ อยากแต่งสามีสัตว์กี่คนก็แต่งได้ อยากจัดสรรทรัพยากรอย่างไรก็ทำได้ ส่วนเพศผู้จะแต่งเข้าไปได้ดีหรือไม่ นอกจากต้องมีพลังรบมากพอให้เพศเมียถูกใจแล้ว ความมั่งคั่งของสินเดิมยังเป็นตัวกำหนดโดยตรงถึงสิทธิ์ในการออกเสียงและฐานะในตระกูลของภรรยา
หลังฟังจบ เย่ถังเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าจิ่งเหยาถึงลงมือจ่ายค่าอาหารให้ตั้งหนึ่งล้าน ชื่อเหิงก็ได้รับเงินขอบคุณจากคุณปู่มาแบบไม่พูดพร่ำทำเพลงตั้งสิบล้าน ชางหมิงโอนเงินมาให้สองล้านโดยไม่อธิบายสักคำ แม้แต่หลิงโส่ว เจ้าไก่ปากแข็งนั่นก็ยังพูดทุกวันว่า “คุณชายมีเงินถมเถ”
