บทที่ 10 นี่มันอาหารคนหรือ?
หลังลู่อวี่จากไป เย่ถังก็โยนเครื่องแบบลงบนโซฟา ก่อนทิ้งตัวนอนกางแขนกางขาแผ่หลาบนพรมหนานุ่มในห้องนั่งเล่น จ้องเพดานเหม่อลอยอยู่นาน
วันนี้เกิดเรื่องมากมายเหลือเกิน—ทะลุมิติมา ถูกไล่ออกจากบ้าน เฝ้ารอจับกระต่ายอยู่หน้าตอไม้ เก็บหมาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว ขี่หมาป่าข้ามป่า แล้วก็สมัครงานจนได้เป็นผู้คุมเรือนจำ
สมองของเธอเหมือนคอมพิวเตอร์เก่าที่เปิดโปรแกรมไว้มากเกินไป พัดลมส่งเสียงหึ่ง ๆ จนประมวลผลไม่ทัน แต่เธอมีนิสัยดีอย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือเมื่อเจอเรื่องที่ยังคิดไม่ตก ก็ลงมือทำงานก่อน
การลงมือทำช่วยให้ใจสงบ โดยเฉพาะการทำสวน
เธอหลับตาลง จิตสำนึกจมดิ่งเข้าสู่มิติ
บนพื้นที่ว่างราวหนึ่งร้อยตารางเมตร บ่อน้ำโบราณยังคงใสกระจ่าง อพาร์ตเมนต์หลังน้อยของเธอตั้งสงบนิ่งอยู่ตรงกลางมิติ ข้าง ๆ เป็นผืนดินว่างกว้างใหญ่
เย่ถังยืนอยู่ริมพื้นที่ว่าง มองดินสีน้ำตาลเข้มเหล่านั้น แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียง “ติ๊ง” ดังขึ้นในหัว—ชาติที่แล้วตอนเธอคลั่งนิยายตุนเสบียงรับมือวันสิ้นโลก นอกจากกักตุนอาหารกับน้ำแล้ว ยังซื้อเมล็ดพันธุ์ผักผลไม้ไว้เป็นกอง
ตอนนั้นเธอคิดว่า หากวันสิ้นโลกมาถึงจริง ๆ กินแต่อาหารกระป๋องไปนานเข้าคงตายพอดี ต้องปลูกพืชกินเองเพื่อเติมวิตามิน แต่วันสิ้นโลกไม่ทันมาถึง เธอกลับทะลุมิติมาก่อน เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจึงถูกทิ้งไว้ในกล่องเก็บของตรงมุมอพาร์ตเมนต์จนฝุ่นจับ
เธอค้นข้าวของในอพาร์ตเมนต์อยู่นาน ในที่สุดก็รื้อกล่องเก็บของพลาสติกใต้เตียงจนเจอเมล็ดพันธุ์พวกนั้น—ต้นหอม กระเทียมต้น ผักกาดหอม มะเขือเทศ พริก สตรอว์เบอร์รี แตงโม แถมยังมีเมล็ดแคตนิปอีกหนึ่งถุง
ตอนนั้นเธอซื้อแคตนิปมาเพราะคิดอะไรแผลง ๆ เผื่อวันสิ้นโลกไม่มีอะไรให้ทำ จะได้เอาไว้หยอกแมวจรจัด แต่พอเห็นเมล็ดพันธุ์ถุงนี้ ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับเป็นเสือขาวตัวใหญ่ในเขตสังเกตการณ์หมายเลขหนึ่ง
