ซ่งกุ้ยแนบโทรศัพท์กับหู แล้วเดินออกมานอกห้องผู้ป่วย
เขาพยายามตั้งสติ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนเล็กน้อยว่า
“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณจ้าว ผมซ่งกุ้ย ลูกชายของซ่งเว่ยกั๋วครับ”
ปลายสายเงียบไปสองวินาที ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้น
“โอ้ ในที่สุดก็ยอมรับสายแล้วสินะ ฉันโทรหาแม่แกตั้งหลายรอบ แต่หล่อนไม่รับเลย ยังไงล่ะ หนีหนี้อยู่หรือไง?”
“เปล่าครับ ๆ” ซ่งกุ้ยรีบลดเสียงลง “ช่วงนี้แม่ดูแลพ่ออยู่ที่โรงพยาบาล มือถือปิดเสียงไว้เลยไม่ได้ยิน คุณจ้าวมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?”
จ้าวหย่งฟังน้ำเสียงอีกฝ่ายแล้วรู้สึกว่าบีบง่ายกว่าแม่ของเขาเสียอีก พอดีเลย จะได้เรียกเงินเพิ่ม
เขาคิดว่าค่าสินไหมแค่สี่หมื่นน้อยเกินไป
“มีธุระอะไรน่ะเหรอ?”
“พ่อแกทำพ่อฉันตาย ศาลตัดสินให้จ่ายเงินสี่หมื่น แต่จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่เห็นสักหยวน!”
“ฉันบอกไว้เลย วันนี้เป็นวันที่สิบสามหลังคำพิพากษาออก อย่างช้าภายในวันจันทร์หน้าเงินต้องเข้าบัญชี ไม่งั้นฉันจะยื่นขอบังคับคดี ยึดร้านบะหมี่บ้านแก!”
ลูกกระเดือกของซ่งกุ้ยขยับขึ้นลง เขาห่อไหล่ลงเล็กน้อย แล้วรีบรับคำไม่ขาดปากว่า
“คุณจ้าว อย่าเพิ่งโมโหครับ อย่าเพิ่งโมโห พวกเราไม่ได้คิดจะเบี้ยวหนี้แน่นอน”
“แค่...แค่ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเงินจริง ๆ ครับ”
“คุณก็เห็นแล้วว่าพ่อต้องนอนโรงพยาบาล วันหนึ่ง ๆ เสียเงินหลายร้อย ร้านบะหมี่ก็ปิดไปแล้ว”
จ้าวหย่งพูดแทรกอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“นั่นมันเรื่องของพวกแก!”
“ศาลตัดสินแล้วก็ต้องทำตาม”
“คิดว่าทำตัวน่าสงสารแล้วจะได้ผลหรือไง?”
“วันนี้ฉันดูข่าวแล้ว แกยังจะกระโดดตึกอีกเหรอ?”
“คิดจะขู่ใคร? แกกระโดดแล้วไม่ต้องคืนเงินหรือไง?”
“ฝันไปเถอะ!”
เสียงของซ่งกุ้ยสั่นเครือเหมือนกำลังสะอื้น
“คุณจ้าว ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นครับ ผมไม่ได้คิดจะเบี้ยวจริง ๆ แค่...พอจะผ่อนผันให้สักสองสามวันได้ไหมครับ?”
“หรือแบ่งจ่ายเป็นงวดได้ไหมครับ?”
จ้าวหย่งแค่นหัวเราะราวกับได้ยินเรื่องตลก
“แบ่งจ่ายเป็นงวด?”
“ซ่งกุ้ย ฉันพูดตรง ๆ เลยนะ สี่หมื่นน่ะแค่ราคาเริ่มต้น”
“ถ้าพ่อฉันยังมีชีวิตอยู่ เงินบำนาญเดือนละสี่พันกว่า ปีหนึ่งก็ห้าหมื่น สิบปีก็ห้าแสน”
“บ้านแกทำให้ครอบครัวฉันเสียรายได้ไปห้าแสน แล้วยังจะมาคุยเรื่องแบ่งจ่ายกับฉันอีกเหรอ?”
ซ่งกุ้ยเงียบไปหลายวินาที น้ำเสียงยิ่งเบาลง
“คุณจ้าว นี่มัน...มากเกินไปนะครับ ศาลชั้นต้นตัดสินแค่สี่หมื่นเอง...”
น้ำเสียงของจ้าวหย่งเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“ไปหาดูเองสิว่าโอกาสที่ศาลอุทธรณ์จะแก้คำพิพากษามีน้อยแค่ไหน”
“ฉันเตือนแกไว้ก่อนนะ ถ้าแกจะยื่นอุทธรณ์ ฉันก็ยิ่งยินดีเข้าไปใหญ่!”
“ถ้าศาลอุทธรณ์ตัดสินใหม่ บางทีอาจไม่ใช่แค่สี่หมื่นก็ได้”
“ไม่เชื่อก็ลองดูสิ ฉันรู้จักนักข่าวตั้งเยอะ”
“ข่าวที่แกจะกระโดดตึก ฉันยังเอาไปปั่นกระแสได้อีกรอบ”
“ถึงตอนนั้นคนทั้งประเทศก็จะรู้ว่าครอบครัวแกทำคนแก่ตายแล้วยังไม่ยอมจ่ายเงินชดเชย ร้านบะหมี่ของพ่อแกจะยังเปิดต่อไหวไหม?”
เสียงไฟแช็กดังแกร๊กจากปลายสาย จ้าวหย่งจุดบุหรี่ สูดควันแล้วพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ก่อนพูดต่อ
“เอาอย่างนี้ ฉันก็ไม่อยากทำให้แกลำบากหรอก”
“ถอนอุทธรณ์ซะ อย่าไปวุ่นวายกับการพิจารณาคดีรอบสองอีก เพิ่มเงินชดเชยเป็นหนึ่งแสน แล้วเรื่องนี้ก็จบ”
“หนึ่งแสนเหรอครับ?” น้ำเสียงของซ่งกุ้ยฟังดูแทบจะร้องไห้ “คุณจ้าว ผม...ผมหาเงินหนึ่งแสนมาไม่ได้จริง ๆ ครับ ร้านบะหมี่ถ้าโอนให้คนอื่นก็มีค่าแค่ห้าหกหมื่น ยังติดค่าใช้จ่ายรักษาพ่ออยู่เลยครับ”
จ้าวหย่งขึ้นเสียงทันที
“ยังจะต่อรองกับฉันอีกเหรอ? หนึ่งแสน! ขาดไปสักหยวนก็ไม่ได้!”
“แกคิดดูให้ดี จะโอนสี่หมื่นให้ฉันวันนี้ก่อน เรื่องนี้ถือว่าจบไปครึ่งหนึ่ง แล้วส่วนที่เหลือค่อยคุยกัน”
“หรือแกจะยื่นอุทธรณ์ แล้วฉันจะให้สื่อประโคมข่าวจนบ้านแกเสียชื่อไปทั่ว ถึงตอนนั้นศาลจะตัดสินเท่าไหร่ก็ไม่ใช่แค่สี่หมื่นแล้ว”
“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าร้านบะหมี่บ้านแกอยู่ทำเลดี แถมสองตายายยังมีเงินเก็บอีก อย่ามาทำเป็นจน!”
ซ่งกุ้ยเงียบไปหลายวินาที ในที่สุดก็เหมือนทนต่อไปไม่ไหว
“คะ...คุณจ้าว หนึ่งแสนมันมากเกินไปครับ ต่อให้ขายร้านบะหมี่ ผมก็ยังรวบรวมเงินไม่ครบ”
“ช่วยลดให้อีกหน่อยได้ไหมครับ? ผม...ผมเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ให้ได้”
“ลดหน่อยเหรอ?” จ้าวหย่งหัวเราะเยาะ “งั้นลองบอกมาสิว่าแกจ่ายได้เท่าไหร่?”
ซ่งกุ้ยพูดตะกุกตะกักว่า
“ผม...ผมรวบรวมได้มากสุดห้าหมื่น แล้วก็ยืมป้าผมอีกสองหมื่น รวมเป็นเจ็ดหมื่นได้ไหมครับ?”
“คุณจ้าว ขอร้องล่ะครับ พ่อผมยังนอนโรงพยาบาลอยู่ แม่ผมเครียดจนผมหงอกเต็มหัวแล้ว...”
จ้าวหย่งสูบบุหรี่เข้าไปแรง ๆ
“เจ็ดหมื่น? คิดจะเอาเงินแค่นี้มาปัดสวะหรือไง?”
“พอแล้ว ฉันไม่คุยกับแกต่อแล้ว พรุ่งนี้บ่ายสาม เจอกันที่ร้านกาแฟตรงที่เดิมข้างศาลเมืองหง แกเอาเงินมาด้วย”
“หนึ่งแสน ขาดไปสักหยวนก็ไม่ได้”
“ถ้าแกกล้าไม่มา วันจันทร์หน้าฉันจะยื่นคำร้องบังคับคดีเอง แกจัดการเอาก็แล้วกัน”
พูดจบ จ้าวหย่งก็ตัดสายดังตู๊ด โดยไม่รอให้ซ่งกุ้ยได้พูดอะไรต่อ
ซ่งกุ้ยลดโทรศัพท์ลงจากหู มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
เขาอดผิวปากเบา ๆ ไม่ได้
จ้าวหย่งเอ๋ยจ้าวหย่ง ยิ่งแกโลภมากเท่าไร ดาบในมือฉันก็ยิ่งฟันได้ไวขึ้นเท่านั้น
ซ่งกุ้ยเปิดประตูเดินเข้าห้องผู้ป่วย หลิวกุ้ยฟางกำลังจ้องเขาอย่างกระวนกระวาย พอเห็นลูกชายกลับมา ก็รีบถามว่า
“เขาพูดอะไรบ้าง? โทรมาทวงเงินอีกแล้วใช่ไหม?”
ซ่งกุ้ยยิ้มแฉ่ง
“ไม่มีอะไรหรอก เขาอยากให้ผมช่วยฝากคนหางานให้”
“หางานที่มีข้าวมีที่พักให้เขา”
“พอดีผมรู้จักคนอยู่ด้านนี้”
หลิวกุ้ยฟางทำหน้างุนงง
แต่ละประโยคก็ฟังรู้เรื่องอยู่หรอก พอเอามาต่อกันแล้วกลับฟังไม่เข้าใจ
ไม่ได้โทรมาทวงเงินหรอกเหรอ?
ทำไมคุยกันไปถึงเรื่องจัดหางานได้ล่ะ?
แต่เธอก็โล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง
“เอาเถอะ เงินทองเป็นของนอกกาย”
“หมดแล้วค่อยหาใหม่ก็ได้”
“ลูกห้ามทำอะไรโง่ ๆ เด็ดขาดนะ”
พูดจบ เธอก็ยื่นบัตรธนาคารใบหนึ่งให้ซ่งกุ้ย
ซ่งกุ้ยรับมาแล้วพยักหน้า
“ลูกแม่ไม่ใช่คนโง่แบบนั้นหรอก”
......
วันถัดมา
ในร้านกาแฟแทบไม่มีคน
จ้าวหย่งมาถึงก่อน เลือกนั่งตรงโซฟาชุดริมหน้าต่าง
จ้าวเหมยมาช้ากว่าเขาห้านาที วางถุงช้อปปิ้งไว้ด้านในของโซฟา ยังไม่ทันนั่งก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโบกให้เขาดู
“พี่ เดาสิว่าฉันเพิ่งซื้ออะไรมา?”
“บัตรสมาชิกของร้านนี้ไง เติมเงินครบห้าหมื่นแถมกระเป๋าถือรุ่นลิมิเต็ด ฉันก็เลยรูดซื้อพอดี”
“พี่ เรื่องพ่อเรา ในศาลอุทธรณ์มีโอกาสชนะจริงเหรอ?”
“ผู้ชายคนนั้นไม่ได้บอกว่าจะยื่นอุทธรณ์เหรอ?”
จ้าวหย่งหัวเราะหึ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“อุทธรณ์เหรอ? หมอนั่นจะกล้ายื่นหรือไง?”
“เมื่อวานไอ้หนุ่มนั่นโทรหาฉัน เสียงสั่นอย่างกับลูกนกเปียกน้ำ เงินหนึ่งแสนยังต้องไปยืมป้า แกคิดว่าเขาจะกล้ายื่นอุทธรณ์งั้นเหรอ?”
จ้าวเหมยวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ นิ้วเลื่อนดูหน้าเว็บช้อปปิ้งอย่างไม่ใส่ใจ พลางพูดว่า
“ก็จริงนะ”
“แต่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พ่อเราดันมาตายถูกจังหวะจริง ๆ”
“ลองคิดดูสิ ถ้าพ่อไม่ล้มตายในร้านบะหมี่ ตอนนี้เราสองคนจะได้เงินเข้ากระเป๋าตั้งหนึ่งแสนเหรอ?”
“เงินบำนาญของพ่อเดือนละสี่พันกว่า พวกเราแบ่งกันเดือนหนึ่งได้เท่าไหร่กันเชียว มากสุดก็คนละแปดร้อย”
จ้าวหย่งยกกาแฟขึ้นจิบ มุมปากยกยิ้ม
“ชีวิตคนมันก็ไม่แน่ไม่นอนหรอก”
“วันนั้นก่อนออกจากบ้าน ฉันก็รู้สึกว่าสีหน้าพ่อไม่ค่อยดี ซีด ๆ คล้ำ ๆ”
“ฉันยังพูดกับเมียเลยว่าวันนี้ตาแก่นั่นดูท่าจะไม่ค่อยไหว”
“แล้วรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? ตายจริง ๆ ด้วย”
“ฉันก็คิดว่าเขาจะล้มที่ไหนมันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“ล้มในร้านบะหมี่ยังมีคนชดใช้ ถ้าล้มที่บ้านก็เสียเปล่าสิ”
จ้าวเหมยหลุดหัวเราะ ยกมือปิดปากแล้วพูดเสียงเบาว่า
“พี่ อย่าพูดแบบนี้ให้คนอื่นได้ยินเชียวนะ”
“แต่พูดตามตรง สองตายายนั่นก็ซวยเอง ใครใช้ให้เปิดร้านค้าขายล่ะ?”
“เปิดร้านก็ต้องรับผิดชอบ ใช่ไหมล่ะ?”
“ตาแก่แซ่ซ่งนั่นก็สมควรแล้ว ใครใช้ให้ทำตัวเป็นคนดีล่ะ?”
“เขาขอนั่งก็น่าจะให้เขานั่ง ยังจะเอาน้ำให้ด้วย?”
“แบบนี้ไม่เท่ากับรนหาที่ตายเองหรือไง?”
พูดพลางเธอก็หยิบกล่องหนึ่งจากถุงช้อปปิ้งมาแกะ ข้างในเป็นผ้าพันคอผืนหนึ่ง
เธอคลี่ออกมา ทาบกับคอแล้วเชิดคางให้จ้าวหย่งดู
“สวยไหม? รุ่นใหม่จากช็อป ราคา 5,800”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องพ่อ ฉันคงไม่ยอมซื้อหรอก”
จ้าวเหมยพับผ้าพันคอเก็บกลับไป ดวงตาเป็นประกาย
“พี่ว่า ถ้าพ่ออยู่ได้นานกว่านี้ เราจะหลอกเอาเงินได้อีกหลายรอบไหม?”
“สุขภาพเขาก็ไม่ค่อยดี เดี๋ยวก็ล้มสักที เปลี่ยนร้านไปเรื่อย ๆ...”
เธอยังพูดไม่ทันจบก็หัวเราะออกมาเสียก่อน
จ้าวหย่งเองก็ขำ เขายกนิ้วจิ้มเธอ
“ในหัวแกคิดแต่เรื่องอะไรอยู่ทั้งวันเนี่ย?”
