เวินอี้แทบอยากร้องไห้ รู้อย่างนี้แต่แรกว่าผู้ชายอยู่ข้างนอกก็ยังไม่วายทำตัวเหลวไหล สู้กลับบ้านไปเสียยังดีกว่า
อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่า ไม่ต้องกลัวใครมาเห็น
เธอหน้าแดง พูดอย่างประหม่า “คะ...คุณอย่าแกล้งกันสิ เราตกลงกันแล้วว่าจะเก็บเป็นความลับ ห้ามมาทำอะไรเหลวไหลข้างนอกนะ”
ปลายนิ้วยาวเรียวของหานมู่เฉินไล้ผ่านแก้มแดงระเรื่อชวนเย้ายวนของเธอ ก่อนจะแตะลงบนริมฝีปากแดงฉ่ำ นิ้วหัวแม่มือบดคลึงแผ่วเบา สัมผัสความนุ่มหวานชวนให้ใจเตลิด
“คุณแค่ขอให้ผมไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ของเราสองคน ไม่ได้ห้ามไม่ให้ผมทำอะไรกับคุณข้างนอกสักหน่อย”
“คุณ...”
เวินอี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนตัดสินใจโต้แย้งอย่างมีเหตุผล “ถึงฉันจะไม่ได้พูดตรง ๆ แต่ก็แสดงความหมายแบบนั้นออกไปแล้วนี่”
ชายหนุ่มตอบอย่างเอื่อยเฉื่อย “ขอโทษที ผมฟังไม่ออก”
เวินอี้: “...”
หานมู่เฉินยังคงกดนิ้วไว้บนริมฝีปากเธอ มุมปากยกขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้างหน้ามีสวนสาธารณะ แล้วก็มีดงไม้เล็ก ๆ ด้วย พาหมาไปเดินเล่นด้วยกันไหม?”
พอได้ยินเช่นนั้น เวินอี้ก็พลันระแวดระวังขึ้นมาทันที
จะพาเธอเข้าไปในดงไม้เล็ก ๆ งั้นเหรอ?
เขาคงไม่ได้คิดจะทำอะไรเธอในนั้นหรอกนะ...
ยิ่งคิดเวินอี้ก็ยิ่งประหม่า เธอรีบคว้าชายแขนเสื้อเขาไว้ น้ำเสียงอ่อนหวานเจือแววประจบเอาใจ “เราไม่พาหมาไปเดินเล่นแล้ว กลับบ้านกันดีไหม?”
หานมู่เฉินถามเสียงเรียบ “กลับบ้านไปทำอะไร?”
เวินอี้หน้าแดง ก้มหน้าพูดเสียงเบา “กะ...กลับบ้านไปทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
หานมู่เฉินหัวเราะในลำคอ “ว่าง่ายขนาดนี้เชียว?”
