เวินอี้ได้ยินแล้วก็กลัวว่าหานมู่เฉินจะพูดอะไรที่ไม่ควรพูด จึงรีบแย่งตอบว่า “เอ่อ เมื่อกี้ฉันบังเอิญเจอคุณชายหานพอดี เลยคุยกันสองสามประโยคค่ะ”
เหอเจิ้นอวี่เหลือบมองหานมู่เฉินที่ไม่พูดอะไร ก่อนพยักหน้าโดยไม่ซักต่อ “ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง”
เวินอี้ตอบ “อื้ม ๆ”
เหอเจิ้นอวี่ทอดสายตามองหัวเข่าของเวินอี้ “ขาเธอหายดีหรือยัง?”
“ช่วงสองสามวันนี้พี่ออกไปทำภารกิจ เลยไม่มีเวลาไปเยี่ยมเธอ”
เวินอี้ยิ้ม “เกือบหายดีแล้วค่ะ ขอบคุณพี่เหอที่เป็นห่วง”
เหอเจิ้นอวี่มองรอยยิ้มของเวินอี้ แววตาคล้ายตกอยู่ในภวังค์
แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงถามอีกว่า “จริงสิ สุดสัปดาห์นี้เธอว่างไหม?”
เวินอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอ่อ สุดสัปดาห์ฉันยังไม่มีแผนอะไรค่ะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
เหอเจิ้นอวี่เกาศีรษะ แล้วล้วงบัตรสองใบออกมาจากกระเป๋า
เวินอี้เหลือบมองโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนจะเป็นตั๋วหนังสองใบ
เหอเจิ้นอวี่พูดอย่างเขินอายเล็กน้อย “เพื่อนร่วมงานให้ตั๋วหนังพี่มาสองใบ เดิมทีเขาว่าจะไปดูหนังกับแฟนสุดสัปดาห์นี้ แต่แฟนเขามีธุระกะทันหัน ไปไม่ได้ ก็เลยให้ตั๋วพี่มา”
“พี่ก็ไม่รู้จะชวนใครไปดี พอดีเห็นเธอเข้า เลยคิดว่า... เธอว่าไง?”
เวินอี้เข้าใจแล้ว ที่แท้พี่เหอกำลังจะชวนเธอไปดูหนัง
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากตอบ ก็รู้สึกถึงสายตาเย็นเยียบคู่หนึ่งที่จ้องมาจากข้าง ๆ
เวินอี้เหลือบมองหานมู่เฉินโดยไม่รู้ตัว
พอสบเข้ากับดวงตาลึกล้ำเกินไปคู่นั้น ก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจนแผ่นหลังเริ่มเย็นวาบ
