ประตูลิฟต์เปิดออก
หานมู่เฉินก้าวออกไปก่อน
เขาหันกลับมามองเวินอี้ที่ยืนนิ่งราวกับใจลอยไปไหนต่อไหนแล้ว
“ไม่ออกมาหรือ?”
เวินอี้เม้มริมฝีปาก มองชายหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวออกไปในที่สุด
เธอเดินมาหยุดหน้าประตูบ้าน ลังเลว่าจะกดรหัสเปิดประตูดีไหม
เพราะแค่เปิดประตู ก็แทบไม่ต่างอะไรกับปล่อยหมาป่าตัวหนึ่งเข้าบ้าน
หานมู่เฉินเลิกคิ้วมองเธอ “เป็นอะไรไป?”
เวินอี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอดพูดไม่ได้ “เอ่อ ขอเตือนไว้ก่อนนะ ฉันแค่ชวนคุณกินข้าวมื้อเดียว กินเสร็จแล้วก็ช่วยแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน ไปหาแม่ใครแม่มันได้ไหม?”
หานมู่เฉินยิ้มอย่างเกียจคร้าน “อะไร หมายความว่าเธออยากรั้งฉันไว้หรือไง?”
เวินอี้ “……”
ไม่สิ ทำไมเขาถึงตีความคำพูดของเธอผิดได้อย่างสบายใจทุกครั้งเลยนะ
เธออยากให้เขารีบไปแทบตาย แต่เขากลับเข้าใจว่าเธออยากรั้งเขาไว้เสียได้?!
ผู้ชายบ้านี่ น่าจะพาไปโรงพยาบาลตรวจสมองสักหน่อยจริง ๆ
“เอาเป็นว่า พอกินข้าวเสร็จ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรับรองคุณแล้ว”
หานมู่เฉินยิ้มมุมปาก ทำท่าทางสง่าผ่าเผย “ไม่เป็นไร ให้ฉันรับรองเธอบ้างก็ได้”
“……”
มือเวินอี้สั่นน้อย ๆ จนไม่รู้ว่าควรเชิญเขาเข้าบ้านดีหรือเปล่า
หานมู่เฉินเลิกคิ้ว “อะไร ไม่กล้าเชิญฉันเข้าไปหรือ?”
เวินอี้คิดในใจ นี่ไม่ใช่คำถามที่รู้อยู่แล้วหรอกหรือ?
ใครจะกล้าเชิญผู้ชายที่จ้องเธอตาเป็นมันเข้าบ้านกันล่ะ?!
ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็ถอนหายใจเนิบช้า “ดูท่าผู้หญิงบางคนคงจะผิดคำพูดเสียแล้ว”
“ก็สมแล้วล่ะ ผู้หญิงที่เอาแต่ได้ผู้ชายฟรี ๆ จะมีความน่าเชื่อถืออะไร”
