บนโซฟา
หลินจือเซี่ยขมวดคิ้วจนหว่างคิ้วแทบผูกเป็นปม
แม้จะพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ท่าทีที่คอยเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเป็นระยะก็เผยให้เห็นว่าเวลานี้เธอกำลังกระวนกระวาย
แน่นอนว่าเธอรู้ว่าทำไมหลินอวี่ถึงไปดื่มเหล้าในบาร์จนเมามาย
แต่เธอไม่เข้าใจ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย?
ใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนมันไม่ดีหรือไง?
หลินอวี่มองเธอเป็นพี่สาว ส่วนเธอก็มองหลินอวี่เป็น...น้องชาย
ทำไมต้องข้ามเส้นนี้ให้กลายเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็รู้กันด้วย?
ที่สำคัญที่สุดคือ...ในสายตาคนนอก พวกเขาก็เป็นพี่น้องกัน
ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่หลินอวี่ก็เริ่มอาศัยอยู่ในตระกูลหลินตั้งแต่อายุห้าขวบ พ่อแม่ของเธอก็มองเขาเป็นลูกคนหนึ่งของครอบครัว นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
ถ้าคบกันจริง ๆ แล้วคนอื่นจะมองพวกเธอยังไง?
อีกอย่าง เธออายุมากกว่าเขาตั้งเจ็ดปี ตอนนี้อาจยังไม่เห็นความต่าง แล้วในอนาคตล่ะ?
พอถึงวันที่เธอแก่จนหมดสวย คนที่รู้ก็รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ส่วนคนที่ไม่รู้คงคิดว่าเธอเป็น...ของเขา
ครืด ๆ~
โทรศัพท์บนโต๊ะกลางสั่นขึ้น
หลินจือเซี่ยดึงสติกลับมา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย
“ท่านประธาน เจอตัวแล้วค่ะ อยู่ที่โรงแรมหัวถิง” เลขานุการรายงานผ่านโทรศัพท์
หลินจือเซี่ยตอบเรียบ ๆ “รู้แล้ว”
วางสายแล้วหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา ก่อนลุกออกจากบ้านด้วยฝีเท้าฉับไว...
...
โรงแรมหัวถิง
ตอนหลินจือเซี่ยมาถึง เลขานุการกับบอดี้การ์ดหลายคนรออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน
อย่างไรหลินอวี่ก็เป็นน้องชายของหลินจือเซี่ย นับเป็นเรื่องในครอบครัวของเธอ หากยังไม่ได้รับคำสั่ง พวกคนนอกอย่างพวกหล่อนย่อมไม่สะดวกเข้าไปยุ่ง
“ห้องไหน?” หลินจือเซี่ยถามพลางเดินไปด้วย
ตอนนี้เธอสวมชุดสูททำงาน แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นท่อนแขนเรียวกระชับได้รูป ดูคล่องแคล่วสดใส
กางเกงสแล็กสีดำขับเน้นเรียวขายาวตรง ก้าวเดินเร็วกว่าใครหลายคน
เลขานุการรีบเดินตามอยู่ข้าง ๆ “ชั้นสาม ห้อง 303 ค่ะ”
“ผู้หญิงคนนั้นสืบประวัติชัดเจนหรือยัง?”
“ชัดเจนแล้วค่ะ เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลซู ซูหว่านหว่าน”
พอเลขานุการพูดจบ ฝีเท้าของหลินจือเซี่ยก็ช้าลงโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนเธอจะโล่งใจขึ้นด้วย
ใคร ๆ ก็พูดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลซูไม่ชอบผู้ชาย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรแล้ว
ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากอะไร
ใบหน้าของหลินจือเซี่ยใช้ผ่านประตูของสถานที่มากมายในเมืองหลวงได้อยู่แล้ว
พนักงานที่เคาน์เตอร์บาร์จึงให้คีย์การ์ดห้องพักมาอย่างให้ความร่วมมือ
พอขึ้นไปถึงชั้นสามและหาห้องเจอ เธอก็ผลักประตูเข้าไป...
ทันทีที่เข้าไป หลินจือเซี่ยก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง เห็นได้ชัดว่าหลินอวี่ดื่มไปไม่น้อย ถึงกับหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้ปิดไฟ
แสงไฟสีเหลืองนวลทอดลงบนเสี้ยวหน้าของเด็กหนุ่ม วาดเส้นกรอบใบหน้าครึ่งหนึ่งให้ดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง แนวกรามราวกับเคลือบด้วยสีทองจาง ๆ ยิ่งขับให้เขาดูนุ่มนวลขึ้น
หลินจือเซี่ยยืนมองเขาจากระยะห่างไม่ไกลนัก แววตาสงบ รอยขมวดระหว่างคิ้วค่อย ๆ คลายออก
เลขานุการที่อยู่ด้านหลังเห็นดังนั้นก็ส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ด ก่อนพากันถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ...
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร หลินจือเซี่ยจึงเดินเข้าไปหา
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เธอพูดข้างหูหลินอวี่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อวี่ เรากลับบ้านกันเถอะ”
พูดจบก็ยื่นมือไปประคองเขาขึ้นมา
แต่ในวินาทีถัดมา มือใหญ่แข็งแรงคู่หนึ่งกลับโอบรัดเอวบางของหลินจือเซี่ยไว้แน่น
หลินอวี่สูงกว่าเธออยู่หนึ่งช่วงศีรษะ
ตอนนี้ศีรษะของเขาพิงอยู่บนไหล่เธอ ทำให้หลินจือเซี่ยที่รูปร่างสูงเพรียวดูตัวเล็กลงไปทันที
การกระทำกะทันหันทำให้หลินจือเซี่ยชะงักไปเล็กน้อย
เธอยังไม่ทันได้ขยับต่อ เสียงของหลินอวี่ที่เมามายก็ดังขึ้นข้างหู
“พี่สาว ตัวหอมจังเลย...”
ลมหายใจอุ่นร้อนปนกลิ่นเหล้าพ่นลงบนกระดูกหลังใบหู ราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นซ่านเข้าไปใต้ผิวหนัง จนทั่วร่างรู้สึกวูบวาบ
หลินจือเซี่ยกลืนน้ำลาย ดวงตาคล้ายมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ข้างใน แต่ก็ดูเหมือนกำลังข่มกลั้นอะไรบางอย่างอย่างสุดกำลัง
พูดจบ หลินอวี่ก็หลับลึกไปอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจ
ทุกครั้งที่ลมหายใจของเขารินรดข้างหูหลินจือเซี่ย แววตาของเธอก็ยิ่งพร่ามัวลง
แต่ไม่นานหลินจือเซี่ยก็ได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากตัวเขา เป็นกลิ่นที่ติดกายผู้หญิง
กลิ่นไม่แรงนัก แต่ก็ยังไม่รอดพ้นประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเธอ
ชั่วพริบตา ดวงตาของหลินจือเซี่ยก็กลับมาแจ่มใสทันที
เธอผลักหลินอวี่ลงบนเตียงแทบจะโดยสัญชาตญาณ แล้วจ้องเขาด้วยแววตาหม่นลึก
ผ่านไปนาน เธอถึงยกมือดึงปกเสื้อเชิ้ต ก่อนพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาอย่างหงุดหงิด
จากนั้นหันไปมองด้านนอก สีหน้าเรียบเฉย “ถ้าไม่อยากทำก็บอกมาตรง ๆ ฉันไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ที่เจอเรื่องอะไรก็เอาแต่หลบอยู่หลังเจ้านายหรอกนะ”
สิ้นเสียง เลขานุการกับบอดี้การ์ดหลายคนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ท่านประธาน ต้องการให้พวกเราทำอะไรคะ?”
“พาเขากลับไป” พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น หลินจือเซี่ยก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
แต่ตอนเดินผ่านห้องข้าง ๆ หลินจือเซี่ยกลับหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของเธออ่านไม่ออก
สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว...
เลขานุการมองตามแผ่นหลังของเธอ ก่อนหันไปมองหลินอวี่ที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง แล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
เธออยู่ข้างกายหลินจือเซี่ยมาหลายปี จะมองความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสองพี่น้องคู่นี้ไม่ออกได้ยังไง?
แต่...
เฮ้อ หวังว่าหลินจือเซี่ยจะมองเขาเป็นแค่น้องชายจริง ๆ
และหวังว่า...วันหน้าเธอจะไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง...
...
วันรุ่งขึ้น
หลินอวี่ลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกเหมือนหัวจะแตก
เหล้าช่วยคลายความทุกข์ได้จริง
ตอนนี้เขาไม่มีใจจะคิดถึงเรื่องเมื่อวานแล้ว เหลือแต่ความปวดหัว...
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ
เตียงใหญ่ที่คุ้นเคย ห้องนอนที่คุ้นเคย
หลินอวี่ชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะเมาจนจำอะไรไม่ได้เมื่อคืน เขาจำได้ว่าเปิดห้องพักให้ตัวเองห้องหนึ่ง หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้ว
ส่วนเหตุผลที่กลับมาถึงวิลล่าได้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือหลินจือเซี่ย
หลายปีมานี้ แม้จะถูกรับเลี้ยงโดยตระกูลหลิน แต่คนที่คอยดูแลเขามาตลอดก็คือหลินจือเซี่ย
ตอนเด็กเธอก็คอยดูแล พอโตแล้วก็ยังดูแล
โดยเฉพาะหลังเขาบรรลุนิติภาวะ เธอยิ่งเข้มงวดกว่าเดิม
ถึงกับตั้งกฎว่าห้ามกลับบ้านเกินสองทุ่ม ไม่ต้องพูดถึงการค้างคืนนอกบ้านเลย
แต่...เขาเคยคิดว่าการที่เธอคอยควบคุมดูแลแบบนี้คือความชอบ สุดท้ายกลับเป็นเขาที่คิดไปเอง...
หลินอวี่นวดขมับที่ปวดตึง แล้วค่อย ๆ ลุกจากเตียง
คอแห้งผาก เขาอยากไปหยิบน้ำเย็นจากตู้เย็นมาดื่มสักขวด
แต่พอเดินมาถึงห้องนั่งเล่น ก็เห็นหลินจือเซี่ยนั่งอยู่บนโซฟา กำลังจดจ่อกับโน้ตบุ๊กอย่างไม่วางตา
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกหน้าต่าง ตกกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเธอจนแต้มสีทองจาง ๆ
เครื่องหน้าของเธอได้รูปงดงาม ผมนุ่มสลวยทัดไว้หลังหู ยิ่งขับให้ใบหน้ากลมเล็กน่ารักดูประณีต ราวกับนางเอกที่เดินออกมาจากการ์ตูน
หลินอวี่ชอบเธอมาหลายปี ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล...
เขาละสายตา ก่อนยิ้มขื่นและส่ายหน้า
เดินไปที่ตู้เย็น เปิดประตูแล้วหยิบน้ำเย็นออกมาขวดหนึ่ง
เพิ่งจะเปิดฝา ก็ได้ยินเสียงหลินจือเซี่ยดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เมาค้างอยู่ห้ามดื่มของเย็น ไม่ดีต่อกระเพาะ”
หลินอวี่หันไปมองโดยไม่รู้ตัว
หลินจือเซี่ยละสายตาจากเขาแล้ว หันไปสั่งแม่บ้านในบ้าน “เอาน้ำอุ่นมาให้เขาแก้วหนึ่ง”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง เพียงแต่ขาดความอ่อนโยนแบบเมื่อก่อน กลับฟังดูแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย
หลินอวี่ไม่เข้าใจ ในเมื่อไม่ชอบเขา แล้วจะยังทำเรื่องพวกนี้เพื่อเป็นห่วงเขาไปทำไม?
เป็นความห่วงใยที่พี่สาวมีต่อน้องชายหรือไง?
แต่พวกเธอไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน
หรือว่า...แค่อยากตอบสนองความต้องการที่จะควบคุมของตัวเอง?
ในหัวของหลินอวี่พลันปรากฏภาพท่าทีเด็ดขาดและน้ำเสียงเย็นชาของหลินจือเซี่ยเมื่อคืน
วินาทีต่อมา เขาไม่สนใจคำพูดของหลินจือเซี่ย
เสียงปังดังขึ้นตอนเขาเปิดกระป๋องโคล่า ก่อนยกขึ้นดื่มไปกว่าครึ่ง
ตอนเดินจากไป เขายังเรอออกมาอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่หันกลับไปมองหลินจือเซี่ยอีกเลย
เมื่อมองตามแผ่นหลังของเขา หลินจือเซี่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ดูเหมือนเธอไม่พอใจกับท่าทีของเขา และไม่พอใจที่เขาทำตัวแบบนี้
“หยุดก่อน!”
ในที่สุด ตอนที่หลินอวี่กำลังจะเข้าห้องนอน เสียงเย็นใสของหลินจือเซี่ยก็ดังขึ้นฉับพลัน
หลินอวี่หยุดเดิน หันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “มีอะไร?”
หลินจือเซี่ยขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
เธอปิดโน้ตบุ๊กที่เปิดอยู่ ภาพบนหน้าจอก่อนจะปิดลงเป็นภาพแผ่นหลังของหลินอวี่ที่กำลังประคองซูหว่านหว่านเดินออกจากบาร์...
เธอลุกขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าหลินอวี่ กอดอกแล้วจ้องเขาไม่วางตา
ทั้งที่ตัวเตี้ยกว่าหลินอวี่เกินหนึ่งช่วงศีรษะ แต่กลับมีรัศมีน่าเกรงขามอย่างยิ่ง “ใครสอนให้นายพูดกับฉันด้วยท่าทีแบบนี้?”
หลินอวี่ถอนหายใจอย่างจนใจ “แล้วพี่คิดว่าผมควรทำท่ายังไงล่ะ?”
เชื่อฟังเหมือนเมื่อก่อนหรือไง? ทำตามที่เธอบอก ทั้งที่เป็นเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบ?
หรือกอดเธอแล้วออดอ้อน จากนั้นให้เธอปลอบอย่างเอ็นดู แล้วค่อยดื่มน้ำอุ่นแก้วนั้นที่เขาไม่ชอบ?
หรือเวลาทำผิด ก็จับมือหลินจือเซี่ยแล้วขอให้เธออย่าโกรธงั้นเหรอ?
หลังจากเมื่อคืน เรื่องพวกนี้ดูเหมือนจะไม่เหมาะกับพวกเขาอีกแล้ว
เพราะนอกจากคู่รักแล้ว หลินอวี่ก็ไม่เคยเห็นพี่น้องคู่ไหนมีวิธีเข้าหากันแบบนี้...
ชั่วขณะหนึ่ง หลินจือเซี่ยเองก็ดูเหมือนไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือเปล่า
แต่ดูเหมือนว่าหลังจากปฏิเสธหลินอวี่เมื่อคืน เขาก็เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนจริง ๆ
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไป จนหลินจือเซี่ยแทบทำใจยอมรับไม่ไหว
ถึงขั้น...รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ...
