เหล้าถูกดื่มหมดแก้วแล้วแก้วเล่า
ใบหน้าของหลินอวี่ค่อย ๆ แดงขึ้น แววตาก็เริ่มพร่าเลือน
“เธอชื่ออะไร?”
“ซูหว่านหว่าน”
“แล้ว...มีแฟนหรือยัง?”
ซูหว่านหว่านยิ้มพลางย้อนถาม “ทำไม อยากจีบพี่เหรอ?”
หลินอวี่ส่ายหน้า “ถ้าเธอมีแฟน เราสองคนก็ดื่มด้วยกันไม่ได้สิ”
“เกิดแฟนเธอมาเห็นเข้า เดี๋ยวเขาก็ไม่พอใจหรอก”
เห็นหลินอวี่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ซูหว่านหว่านก็อดยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
“น่าเสียดายจัง”
“คนข้างนอกลือกันว่าฉันเป็นเลสเบี้ยน ผู้ชายคนไหนจะกล้าเข้ามาจีบล่ะ?”
หลินอวี่ชะงักไป เขามองซูหว่านหว่านตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วส่ายหน้า
“ทำไม ไม่เหมือนเหรอ?”
“ไม่เหมือนจริง ๆ” หลินอวี่ตอบตามตรง
ซูหว่านหว่านไขว่ห้างเรียวสวย มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองเขาด้วยรอยยิ้มคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้ม “ทายถูกแล้ว ฉันไม่ใช่จริง ๆ”
“งั้น...จะจีบฉันไหม?”
หลินอวี่ส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
เขาเพียงยกแก้วขึ้นชนกับซูหว่านหว่าน แล้วดื่มรวดเดียวหมดแก้ว
“ทำไมถึงไม่หาแฟนล่ะ?”
“หาไม่ได้”
หลินอวี่มองเธอแวบหนึ่งแล้วคิดในใจ: หน้าตากับหุ่นระดับนี้ ยังหาแฟนไม่ได้อีกเหรอเนี่ย?
ดูเหมือนซูหว่านหว่านจะอ่านความคิดเขาออก จึงหัวเราะเบา ๆ
“ในยุคที่ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ ทุกคนต่างเน้นความสัมพันธ์ฉาบฉวยแบบรักเร็วเลิกเร็ว จะหาความรักที่บริสุทธิ์สักครั้งมันง่ายตรงไหน?”
“แต่ไม่เป็นไร หาไม่ได้ก็ไม่หาแล้ว”
“ในสายตาคนนอก ฉันก็ไม่ชอบผู้ชายอยู่แล้ว ภาพลักษณ์นี้ปั้นไว้เรียบร้อย ใครจะมาสนใจว่าฉันมีแฟนหรือเปล่า หรืออายุเท่าไรแล้วยังไม่แต่งงาน?”
“ก็จริง” หลินอวี่พยักหน้า
“อยากหาความรักที่บริสุทธิ์สักครั้ง ไม่ง่ายจริง ๆ...”
จู่ ๆ ใบหน้าเย็นชาของหลินจือเซี่ยก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น
แต่ซูหว่านหว่านก็ทำให้เขานึกขึ้นได้
คนที่หลินจือเซี่ยหามาให้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ได้ยินมาว่าก็เป็นเลสเบี้ยนเหมือนกัน...
ช่างเถอะ
ไม่สำคัญแล้ว
ในเมื่อเป็นการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลร่ำรวย ย่อมต้องมีผลประโยชน์มาเกี่ยวพันกัน
คงเป็นเพราะหลินจือเซี่ยต้องการใช้ประโยชน์จากตระกูลซูพอดี
แถมยังบังเอิญรู้ความคิดสกปรกนิด ๆ ของเขาเข้า เธอเลยฉวยโอกาสส่งเขาออกไปเสียเลย
ไม่เป็นไร ตระกูลหลินเลี้ยงดูเขามาตั้งหลายปี
การแต่งงานครั้งนี้ก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณของเธอแล้ว...
ทั้งสองยังคงดื่มไปคุยไป
ไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของซูหว่านหว่านเริ่มมีสีแดงระเรื่อ แววตาก็ค่อย ๆ พร่าเลือน
หญิงสาวผมสั้นสองคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะนั่งกลางร้านสบตากัน
ทั้งคู่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ดูท่า ภาพลักษณ์ที่หว่านหว่านสร้างไว้ให้ตัวเองคงได้พังคืนนี้แหละ”
หญิงสาวผมสั้นสีชมพูอีกคนหัวเราะคิกคัก “พังก็ดี จะได้เลิกเอาฉันไปบังหน้าอยู่เรื่อย ทำเอาผู้ชายไม่กล้ามาจีบฉันสักคน”
“แต่...น้องชายคนนี้หล่อจริง ๆ นะ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะหว่านหว่าน ฉันคงอยากเข้าไปลองชิมดูสักหน่อยแล้ว”
“พอเลย ๆ เลิกพูดเล่นได้แล้ว ก่อนที่เธอจะเห็นพวกเรา รีบไปกันเถอะ”
พูดจบ ทั้งคู่ก็หยิบกระเป๋าของตัวเอง แล้วเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ...
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลินอวี่กับซูหว่านหว่านถึงได้ลุกขึ้นอย่างโซเซ
หลินอวี่ยังพอไหว
แม้จะดื่มไปมาก แต่ก็ยังพยายามประคองสติเอาไว้
ส่วนซูหว่านหว่านพิงไหล่หลินอวี่ เมาจนไม่ได้สติ
“เช็กบิล” หลินอวี่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ หยิบบัตรสีดำจากกระเป๋ายื่นให้
พนักงานรับบัตรไปดู พริบตานั้นแววตาก็พลันแจ่มใสขึ้น
เขายิ้มอย่างเป็นมืออาชีพ “กรุณารอสักครู่นะครับ”
“ยอดทั้งหมด 38,000 ครับ นี่บัตรของคุณ กรุณาเก็บไว้ให้ดี”
“ยังมีเหล้าเหลืออีก 12 ขวด ต้องการให้ทางร้านช่วยเก็บไว้ไหมครับ?”
หลินอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “เก็บไว้แล้วกัน”
“ได้ครับ ขอทราบชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ด้วยครับ”
“หลินอวี่ เบอร์โทรคือ...”
พนักงานรีบจดลงกระดาษ จากนั้นก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
“เรียบร้อยครับ คุณหลินอวี่ เดินทางกลับดี ๆ นะครับ ยินดีต้อนรับ...”
พูดยังไม่ทันจบ สีหน้าของพนักงานก็แข็งค้างไปทันที
ราวกับยังไม่เชื่อ เขาหยิบสมุดขึ้นมาดูชื่อที่ตัวเองเขียนไว้อีกครั้ง
เมื่อเงยหน้ามองหลินอวี่อีกครั้ง เขาก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
“คุณครับ คุณ...ชื่อหลินอวี่ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ มีอะไรเหรอ?” หลินอวี่ที่กำลังจะเดินออกไปถามด้วยสีหน้างุนงง
พนักงานฝืนยิ้มจนแทบเหมือนจะร้องไห้ “มะ...ไม่มีอะไรครับ เดินทางกลับดี ๆ นะครับ ยินดีต้อนรับ... เอ่อ ไม่ต้อนรับ... เอาเป็นว่าเดินทางกลับดี ๆ นะครับ”
หลินอวี่รู้สึกงงอยู่บ้าง
แต่เพราะฤทธิ์เหล้าทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว จึงไม่ได้คิดอะไรต่อ
เมื่อหลินอวี่ออกไปแล้ว ใบหน้าของพนักงานก็ซีดเผือดลงในที่สุด
เขารีบคว้าโทรศัพท์ออกมาโทรหาใครบางคน โดยไม่สนใจอะไรอีก
“ฮัลโหล หะ...หัวหน้าครับ เกิดเรื่องแล้ว”
“น้องชายของประธานหลิน...คุณหลินจือเซี่ยมาที่ร้านเราครับ”
“อะไรนะ?!!” เสียงจากปลายสายดังลั่นขึ้นมาทันที
อีกฝ่ายด่าพนักงานชุดใหญ่ แล้วรีบวางสายไป...
หลังวางสาย พนักงานก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
พนักงานบริการคนใหม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นเขาทำท่าขวัญหนีดีฝ่อก็อดสงสัยไม่ได้ “พี่ชาง ก็แค่ชื่อคนเดียวเอง ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย?”
“แกจะไปรู้อะไร!” ชายคนนั้นตวาด
“รู้ไหมว่าคนนั้นเป็นใคร? เขาเป็นน้องชายของหลินจือเซี่ยแห่งหลินกรุ๊ปในเมืองหลวงเชียวนะ”
“ตั้งแต่เขาบรรลุนิติภาวะ หลินจือเซี่ยก็ประกาศกร้าวไปทั่วเมืองหลวงแล้ว”
“สถานที่อย่างบาร์นี่น่ะ ถ้ามีร้านไหนกล้าปล่อยให้หลินอวี่เข้ามา ก็เตรียมตัวโดนสั่งปิดได้เลย”
“นี่มัน...”
……
หลินอวี่พยุงซูหว่านหว่านเดินโซเซเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่ง
เดิมทีเขาตั้งใจจะติดต่อเพื่อนหรือครอบครัวของเธอ
แต่ซูหว่านหว่านเมาจนเป็นแบบนี้แล้ว โทรศัพท์ก็แบตหมด จะให้เธอนอนข้างถนนคนเดียวก็คงไม่ได้ใช่ไหม?
ไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องเปิดห้องให้เธอ
เมื่อเข้าไปในห้อง
หลินอวี่ใช้สติที่เหลืออยู่น้อยนิดพยุงซูหว่านหว่านไปนอนบนเตียง แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย
ก่อนออกไป เขายังไม่ลืมวางน้ำหนึ่งแก้วไว้บนโต๊ะข้างเตียง
จัดการทุกอย่างเสร็จ หลินอวี่ก็เปิดห้องให้ตัวเองอีกห้องหนึ่ง จากนั้นสติก็ดับวูบไป...
ภายในคฤหาสน์
ตอนหลินจือเซี่ยกลับมาก็เป็นเวลาเกือบรุ่งสางแล้ว
ทันทีที่ถึงบ้าน เธอก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
ปกติไม่ว่าเธอจะกลับดึกแค่ไหน บนโต๊ะกลางก็จะมีน้ำอุ่นที่อุณหภูมิกำลังพอดีวางอยู่เสมอ
และหลินอวี่ก็จะนั่งรอเธอกลับมาบนโซฟา ต่อให้ง่วงแค่ไหนก็ยังฝืนรอ
แต่วันนี้...ไฟในห้องนั่งเล่นกลับปิดอยู่
ทั้งคฤหาสน์ว่างเปล่าและเงียบเหงาอย่างยิ่ง
หลินจือเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอรีบเดินไปยังห้องนอนห้องนั้นแล้วผลักประตูเข้าไป
ทันทีที่เห็นเตียงว่างเปล่า อุณหภูมิรอบตัวเธอก็ลดฮวบจนเย็นเยียบ
คนรับใช้ในคฤหาสน์ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงเดินเข้ามา
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดอะไร หลินจือเซี่ยก็หันขวับกลับมา ถามด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้ “หลินอวี่อยู่ไหน?”
คนรับใช้ชะงัก “คุณหลิน...ไม่ได้ออกไปฉลองวันเกิดกับคุณเหรอคะ?”
หลินจือเซี่ยเข้าใจเรื่องทั้งหมดทันที
ดูท่าหลังลงจากรถ เขาคงไม่ได้กลับมาที่คฤหาสน์
ชั่วขณะนั้น สีหน้าของหลินจือเซี่ยก็มืดครึ้มลงทันที
วินาทีต่อมา โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
หลินจือเซี่ยรีบมองหน้าจอ เมื่อเห็นว่าเป็นเลขาฯ โทรมา แววตาก็ฉายความหงุดหงิดขึ้นอีกครั้ง
“มีอะไร?”
“ประธานคะ เจ้าของบาร์ซู่ยวี่เพิ่งโทรมาบอกว่า คุณหลินดื่มเหล้าที่ร้านไปนิดหน่อย แล้วก็...ออกไปกับผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ”
“อะไรนะ?!” หลินจือเซี่ยกำโทรศัพท์แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ
“สืบมาให้ฉัน!”
“สืบว่าตอนนี้หลินอวี่อยู่ที่ไหน แล้วก็ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...”
