ในขณะที่ไต้อิงคิดว่าลู่หว่านเอ๋อร์จะสั่งให้พวกหญิงรับใช้ลงมือกับนางในไม่ช้า ลู่หว่านเอ๋อร์กลับย่อเข่าลง ทำความเคารพ มือทั้งสองประสานไว้ด้านหน้า
“เรื่องคราวก่อนเป็นความผิดของหว่านเอ๋อร์เอง ขอท่านพี่ไต้โปรดอย่าถือสาหาความกับหว่านเอ๋อร์เลย หว่านเอ๋อร์ขออภัยท่านพี่ ณ ที่นี้”
ไต้อิงตะลึงงัน เลือดที่เคยคั่งในศีรษะไหลกลับสู่แขนขา ปลายนิ้วที่เย็นชาเริ่มมีความรู้สึก
ไม่ใช่เพียงไต้อิงเท่านั้น แม้แต่เซี่ยเจินและบ่าวไพร่ในเรือนหล่านเยว่ก็ยังตาเบิกกว้าง ไม่อาจตั้งสติกลับมาได้
ไต้อิงไม่อยากเสแสร้งกับลู่หว่านเอ๋อร์เลยสักนิด ทั้งไม่อยากจะสนใจนาง แต่ตัวนางเป็นแขกในจวนผู้อื่น แถมยังมีใจคิดส่วนตัว หวังจะใช้โอกาสผ่านทางฮูหยินผู้เฒ่าสกุลลู่เพื่อพลิกสถานการณ์ให้ตนเอง จึงจำต้องฝืนใจรับมือ
จึงยิ้มตอบกลับไปว่า “หว่านเอ๋อร์พูดเช่นนี้ เรื่องเมื่อวานข้ามิได้เก็บมาใส่ใจแต่แรก มันก็แค่การโต้เถียงระหว่างเด็กสาว เหตุใดเจ้าถึงต้องอุตส่าห์มาด้วยตัวเองเล่า ข้าจะรับไหวได้อย่างไร”
ลู่หว่านเอ๋อร์เห็นว่าไต้อิงรู้จักกาลเทศะดี ก็เก็บรอยยิ้มตื้น ๆ ที่แสดงออก แล้วกวาดตามองไปทั่วลานเรือน ก่อนจะจับจ้องสำรวจไต้อิง หลังจากนั้นก็หมุนตัวจากไป เหล่าหญิงรับใช้และสาวใช้ที่ติดตามมาก็แหวกทางให้ทันที ครั้นลู่หว่านเอ๋อร์จากไป บ่าวไพร่ทั้งหลายก็รวมตัวตามกันไปเหมือนคลื่นที่แยกออกแล้วกลับมาบรรจบกันอย่างรวดเร็ว พากันเคลื่อนออกไปอย่างอลหม่าน
“คุณหนู เหตุใดนางจึงเปลี่ยนนิสัยกะทันหันเช่นนี้” กุยเยี่ยนถาม
ไต้อิงมองตามร่างที่ไกลออกไป ใช้คางเชิดชี้ “เจ้าดูท่าทางนางสิ เหมือนเปลี่ยนนิสัยไหม”
“ไม่เหมือน กลับเหมือนมาทำภารกิจให้สำเร็จ เกรงว่าจะต้องอยู่ต่ออีกชั่วขณะ”
ไต้อิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ไปสืบดู”
“เจ้าค่ะ”
ในจวนสกุลลู่ หากต้องการสืบเรื่องยิบย่อยที่มิใช่ความลับสำคัญ ขอเพียงยอมจ่ายเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ไม่ถึงครึ่งวัน กุยเยี่ยนก็นำข่าวมาแจ้งแก่ไต้อิง
“นางไปฟ้องร้องต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าก่อน แต่กลับถูกฮูหยินผู้เฒ่าสั่งสอนอบรมยกใหญ่”