ลู่หมิงจางลงจากราชสำนัก ติดเป็นนิสัยที่จะนั่งพักที่หอฝูซิงสักครึ่งวัน หากเขามา ชั้นสองของหอก็เป็นของเขา
แต่เขามิได้มาทุกวัน เว้นสามวันมาสักครั้ง ด้วยเหตุนี้หอฝูซิงจึงมักเตรียมพื้นที่ว่างไว้ก่อน เพื่อต้อนรับเขา
การที่เขาออกมาดื่มสุราภายนอกมิใช่เพื่อสิ่งใด เพียงต้องการความเป็นอิสระและความเงียบสงบ ปราศจากผู้ใดรบกวน หากพบวันฝนพรำก็ยิ่งเพิ่มความเพลิดเพลิน
เสียงพูดคุยหัวเราะจากห้องโถงชั้นล่างลอยมาถึงหูเขา พระโพธิสัตว์ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ...
“พระโพธิสัตว์” องค์นั้นนั่งลงริมหน้าต่าง ศอกเท้าบนโต๊ะ แขนเสื้อร่นลงมาเกือบถึงข้อพับ เผยให้เห็นข้อมือที่ขาวนวลอวบอิ่ม ข้อมือนั้นสวมกำไลหยกใสหนึ่งวงและกำไลเงินวงเรียบอีกหนึ่งวง
ฝ่ามือเท้าคาง ปลายนิ้วเรียวแตะแก้มเป็นจังหวะ
สายฝนตกลงมาหนักขึ้น ละอองปลิวเข้ามา ทำให้ชายเสื้อของเขาเปียก บางทีเพราะความอยากรู้ นางจึงเงยหน้าขึ้น ชะเง้อมองมายังทิศทางของเขา
นางมองไม่เห็นเขา แต่นางเคลื่อนไหวครั้งนี้กลับทำให้เขาได้เห็นใบหน้าของนางอย่างชัดเจน
ลู่หมิงจางยิ้มพร้อมส่ายศีรษะ เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง
เขายกจอกสุราขึ้นจิบเล็กน้อย ปล่อยจิตใจล่องลอยไปกับสายฝน ปล่อยวางอีกครั้ง
ท่ามกลางเสียงฝนอันเงียบสงัดกลับมีเสียงเคลื่อนไหวอีกครั้ง นางเก็บชายเสื้อนั่งยองๆ ถามหญิงชาวนาเรื่องดินฟ้าอากาศ น้ำเสียงนุ่มนวล แฝงสำเนียงต่างถิ่น มีความแปลกบางอย่าง ลู่หมิงจางอดคิดไม่ได้ว่า ด้วยท่วงทำนองเสียงเช่นนี้ แม้แต่จะพูดด้วยความเกรี้ยวกราดก็คงเป็นไปไม่ได้
สักพักฝนก็ซาลงโดยไม่รู้ตัว เขาลงจากชั้นบนเดินออกไปนอกโรงเตี๊ยม ยืนอยู่ใต้ชายคา ได้ฟังตำราการค้าครบชุด
ไต้อิงเหลือบมองไปด้านข้าง สบเข้ากับสายตาของบุรุษผู้นั้นโดยบังเอิญ ชะงักไปครู่หนึ่ง ด้วยมารยาทจึงคลี่ยิ้มบางๆ แล้วย่อตัวคารวะ
แต่นางกลับพบว่าบุรุษตรงหน้านั้น ใบหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตานิ่งเรียบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ แม้แต่การพยักหน้าก็ไม่มี
ในสายตาของไต้อิง บัณฑิตผู้นี้หาใช่คนน่าคบค้าสมาคม เพียงมองแวบเดียวก็ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าช่างเป็นคนที่ไม่แยแสผู้ใด ทันใดนั้นนางจึงทำหน้าเย็นชา สั่งกุยเยี่ยนว่า “ไปจ่ายค่าอาหารเสีย”